ลดภาษีอย่างฉลาด ปราศจากความเสี่ยง ฉบับพนักงานต๊อกต๋อย

ใกล้สิ้นปี ทีไรมนุษย์เงินเดือนต๊อกต๋อยแบบเราๆมักตื่นเต้นกับงานเฉลิมฉลอง สนุกสนานกับการใช้รายได้ที่หามาทั้งปี ทั้งงานที่ทำด้วยหยาดเหงื่อแรงงาน และ หยาดเหงื่อแรงเงินจากการลงทุนต่างๆ  สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ถือเป็นรายได้ทั้งสิ้น  บางครั้งเราอาจจะยิ้มอย่างดีใจเมื่อเห็นรายได้ก้อนโตเป็นรางวัลของความเหนื่อยยากมาทั้งปี  แต่พอต้นปี เราต้องทำหน้าที่พลเมืองดีเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ถึงแม้คุณจะบอกว่าชั้นไม่ใช่คนธรรมดา ยังไงก็ต้องเสียภาษีอันนี้นะจ๊ะ)  เราอาจจะต้องหน้าเหี่ยวเพราะ มันโดน หน้าที่พลเมืองดีซะเยอะเชียว  เรี่ยวแรงที่ตรากตรำทำงานมาทั้งปี แทบสูญสลาย   แต่ปัจจุบัน ก็มีช่องทางหลายๆอย่างให้คุณประหยัดภาษีได้ เช่น  การไม่ต้องยื่นส่งภาษี  ตอนต้นปี  แอร้ยยยย  อันนี้ล้อเล่น  เด่วโดน สรรพากรท่านย้อนหลังสลบนะจาบอกให้

สิ่งที่พลเมืองดีฉลาดๆแบบพวกเราทำกันได้ก็คือ หาตัวช่วยซะซึ่งรัฐบาลท่านเอง ก็ออกกฏหมายให้เราเลือกใช้ เครื่องมือเครื่องไม้เพื่อประหยัดภาษีได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยและอาจเพิ่มพูนเงินของเราได้อีกด้วย  ลองดูกันว่ามีอะไรบ้าง

รู้จักตัวเองกันก่อน รายได้ของเรา อะไรต้องเสียภาษี หรือ ไม่ต้องเสียภาษี

รายได้อะไรบ้างที่ไม่ต้องมามารวมภาษี 

ประเทศไทยโชคดีนะครับ ที่การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ กำไรจากการขายหุ้น ไม่ต้องนำมารวมเป็นภาษีเงิน ซึ่งในบางประเทศนั้นเค้าเก็บหมดคร้าบ ถ้าคุณขายแล้วมีกำไร ก็ต้องจ่ายภาษี  ถ้าขาดทุนอันนี้ไปขอลดหย่อนไม่ได้นะเออ  ซึ่งถือว่าแมงเม่า เอร้ยยย นักลงทุนบ้านเราโชคดีมากๆ ที่กำไรไม่ต้องนำมายื่นแสดงเป็นรายได้  ดังนั้น รู้แล้ว รีบวิ่งไปเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นกันทันที  อยากรู้ที่ไหนดีก็ กระซิบมาได้ครับ

 

ฐานภาษีใหม่ชนชั้นกลางต๊อกต๋อยแบบเราได้เฮ

รู้กันก่อนว่าอัตราภาษีของแต่ละคน เป็นเยี่ยงไร  เนื่องจากปี 2556 นี้ กรมสรรพกรได้กำหนดฐานภาษีใหม่ ซึ่งก็มีข้อถกเถียงกันเยอะว่า ให้ประโยชน์กับคนรวยป่าว เพราะแต่เดิมเสียภาษีสูงถึง 37 % แต่ ฐานใหม่ลงมาเหลือแค่ 35 %  แต่จริงๆ ประโยชน์ที่ได้รับจะตกอยู่ในกลุ่มชนชั้นกลาง หรือมนุษย์เงินเดือนต๊อกต๋อยแบบผม  ที่มีการปรับช่วงฐานภาษีจากเดิม 5 ช่วง ซึ่งไม่ละเอียด  ได้ปรับใหม่เป็น 8 ช่วงฐาน โดยปรับขึ้นที่ละ 10 % กลายเป็น ช่วงละ 5 % แทน

TaxRate1

 

 

 

 

 

 

 

รู้กันแล้วใช่มั้ย ครับว่า เราอยู่ในช่วงไหน ต้องเสียภาษีอัตราเท่าไร บางคนก็เฮ เพราะฐานภาษีใหม่อาจจะช่วยให้ประหยัดภาษีไปไได้อีกหลายบาททีเดียว

 

ส่วนรายได้ที่สามารถนำไปขอลดอัตราภาษีได้นั้นคือ

1. รายได้จากเงินปันผลหุ้น   การลงทุนในหุ้น หากคุณมีเงินได้จากการปันผล ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ จะหักภาษี ณ ที่จ่ายไปเลยทันที 10 %  เช่นหากคุณได้ปันผล  1000 บาท เงินปันผล จริงที่คุณจะได้รับ คือ 900 บาท เท่านั้น แต่คุณสามารถขอ เครดิตภาษีส่วนนี้คืนได้ และจะคุ้มค่ามาก หากคุณอยู่ในกลุ่มที่เสียภาษีไม่ถึง 37 %

2. รายได้จากอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก  ส่วนนี้ ปกติ ดอกเบี้ยที่คุณได้รับจากการฝากเงินกับธนาคาร ซึ่งปกติก็น้อยยยยยยยย อยู่แล้ว ยังเสียภาษี ณ ที่จ่ายอีก 15 % ส่วนที่เกิน 15% เป็น Balance  เข้าบัญชีเราได้แล้ว ไม่ต้องนำมายื่นแสดงภาษี ครับ  การขอคืน ภาษี หัก ณ ที่จ่าย ขะ คุ้มก็ ต่อเมื่อ คุณมีรายได้ ต่อปี ไม่ถึง 600,000  ซึ่งส่วนตัวผมไม่หวัง ดอกเบี้ย ธนาคารอยู่แล้ว และยังไงก็อยากมีรายได้เกิน 600,000 บาทต่อปีอยุ่ดี อิอิ

หากต้องยื่นภาษีมีอะไรที่ ใช้ลดหย่อนได้บ้างล่ะ

ซื้อบ้านมันซะเลย

 

ก็ดีครับถ้าคุณคิดว่าอยากได้บ้านจริงๆสักหลังนึง เพราะหากคุณกู้ซื้อบ้านแน่นอนคุณมีภาระเพิ่มเติมที่ต้องเสียดอกเบี้ยให้ธนาคารแต่ดอกเบี้ยจากการผ่อนบ้านนั้นก็ สามารถนำมาขอลดหย่อนได้สูงสุดถึง 100,000 บาท  แต่ก็ลองคำณวนดีๆว่าคุ้มมั้ยที่จะต้องผ่อนบ้านสักหลัง ดอกเบี้ยก็แพงอยู่ไม่ใช่น้อย

มีลูกมันซะเลย

ฟังเหมือนง่ายเน๊อะ งั้นเรามาเร่งปั๊มลูกกันเถอะ  สำหรับบุตรหรือบุตรบุญธรรมที่ถูกต้องด้วยกฏหมาย จะได้รับลดหย่อนได้ 15,000 บาท  และจะได้เพิ่มอีกคนละ 2000 บาท หากบุตรเรียนอยู่ในระดับอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยในประเทศและยังอายุไม่เกิน 25ปี  อันนี้ใครชอบเอาลูกเค้ามาเลี้ยง จะไม่สามารถเอามาขอลดหย่อนได้ นะเออ

ซื้อประกันชีวิต (ดีมั้ย) ?

ถามผม ก็คงบอกว่าดีแน่ๆ เพราะ ประกันชีวิตเสมือนซื้อความคุ้มครองให้กับคุณและคุณที่คุณรักในระยะยาว ถึงแม้จะบอกว่าเมื่อคุณตาย หรือ พิการทุกลภาพ ถึงจะได้เงินคืนก็เถอะ แต่ อย่างน้อยคุณที่ต้องอยู่ ต่อไปหากไม่มีคุณแล้ว เค้ายังมีหลักประกันว่าจะมีเงินก้อนเพื่อ เลี้ยงชีพต่อไป

แล้วประกันแบบไหน ถึงจะใช้ ลดหย่อนภาษีได้

ประกันชีวิตมีอยู่มากมายหลายแบบ  แต่ประกันชีวิตที่มีอายุมากกว่า 10 ปี ขึ้นไป จะสามารถนำเบี้ยมาขอ ลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 100,000 บาทกันเลยทีเดียว  ส่วนเงื่อนไขมีดังนี้

“สำหรับการประกันชีวิตของผู้มีเงินได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง โดยส่วนแรกหักได้ 10,000 บาท ส่วนที่เกิน 10,000 บาท หักได้ไม่เกินเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย แต่ไม่เกิน 90,000 บาท ทั้งนี้ เฉพาะในกรณีที่กรมธรรม์ประกันชีวิตมีกำหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และการประกันชีวิตนั้นได้เอาประกันไว้กับผู้รับประกันภัยที่ประกอบกิจการ ประกันชีวิตในราชอาณาจักร ”   (ที่มา: เว็บไซต์กรมสรรพากร)

และส่วนที่ขอลดหย่อนได้นั้นคือส่วนที่เป็น ตัวประกันหลัก  ส่วนที่ซื้อเสริมเข้าไปไม่สามารถนำมาขอลดหย่อนได้จร้า

 

ซึ่งจริงๆและลักษณะ เงื่อนไขของกรมธรรม์ ซึ่งหากคุณลองเปิดหน้าเว็บไซต์ บริษัทประกันต่างๆ จะเห็นรูปแบบกรมธรรม์ประกันชีวิตที่หลากหลาย ทั้งแบบ ออมทรัพย์ ที่ให้คุณลือกรับเงินคืนอยู่เรื่อยๆ หรือ ประกันชีวิตแบบบำนาญที่ให้คุณสะสมเงินเพื่อการวางแผนเกษียณอย่างมีความสุข ก็เป็นอีก 1 ทางเลือก ที่น่าสนใจไม่น้อย

แต่คุณก็ ต้องพึงระลึกไว้นิดนึง เพราะการซื้อประกันชีวิตเป็นการเลือกซื้อแบบระยะยาว ซึ่งแน่นอนคุณก็ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ต่อปีเพื่อซื้อกรมธรรม์  ควรดูตามความเหมาะสมซึ่งถ้า ฐานภาษีี ไม่ถึง 20 % วิธีนี้ก็ อาจจะไม่เหมาะถ้าคุณคิดจะซื้อเผื่อนำมาลดหย่อนภาษีเพียงอย่างเดียวนะจ๊ะ  ขอบคุณภาพปลากรอบ จาก www.aia.co.th  ครับ

ถ้าอยากลองหากรมธรรม์ที่โดนใจ ลองตรวจสอบจากเว็บไซต์สมาชิกของสมาคมประกันชีวิตไทยดูครับ ว่ากรมธรรม์ของที่ใดโดนใจและเหมาะสมกับตัวเรา   http://www.tlaa.org/2012/company.php

 

ลงทุนในกองทุน LTF , RMF

การลงทุนในกองทุนเป็นอีก 1 ทางเลือกในการลดหย่อนภาษี และ ยังช่วยให้คุณมีโอกาสได้กำไรจากส่วนต่างราคาของหน่วยลงทุนอีกด้วย ซึ่งกองทุนที่สามารถซื้อลงทุนและได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีคือกองทุนแบบประเภท LTF  ( Long Term Equity Fund)  และกองทุน RMF (Retirement Mutual Fund) หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ  ซึ่งกองทุนทั้งสองแบบมีทั้งความเหมือนและต่างกัน

กองทุนแบบ LTF จะเป็นกองทุนรวมที่เน้นการลงทุนในหุ้นเป็นหลัก หากคุณซื้อกองทุนประเภทนี้แล้ว จะต้องถือไปอีก 5 ปี ถึงจะสามารถขายได้ มิฉนั้น เงินภาษีที่คุณขอลดหย่อนไปจะถูกเรียกคืนในทันทีและ ต้องนำกำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุนไปรวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีด้วย  OMG   แต่จริงๆแล้ว คุณสามารถซื้อ LTF และ ถือได้ พียงแค่ 3ปี กับอีก 2 วัน ก็ได้ เพราะ ว่า LTF  จะนับที่ปีปฏิธิน ครับ การซื้อ LTF  จะเป็นการลดภาษีแบบ ซื้อปีไหน ลดภาษีปีนั้น

ส่วนกองทุนแบบ RMF นั้นคล้ายกับกองทุน สำรองเลี้ยงชีพ แต่ผู้ลงทุนจะต้องซื้อต่อเนื่องไปจนถึงอายุ 55 ดังนั้นเงื่อนไขการลงทุนใน RMF จึงมีการลงทุนที่หลากหลายกว่า ทั้งอาจจะเป็นพันธบัตร,ตั๋วเงินคลัง หรือหุ้น หรือแบบผสม เป็นต้น  ทั้งนี้ผู้ที่ซื้อ RMF จะผิดนัดการซื้อได้ไม่เกิน 1 ปี เรียกง่ายๆคือ เราสามารถซื้อ RMF ได้ปีเว้นปี  ข้อดีของ RMF ก็มีอีกอย่างคือ สามารถ Switch หรือ สับเปลี่ยน กองทุนในแบบ RMF ด้วยกันให้ตรงกับสภาวะการลงทุนช่วงนั้นๆ ได้ด้วย เช่นถือกองพันธบัตรอยู่ แต่หากมองว่าตลาดหุ้นดี ก็สามารถสับกองทุนมาถือกองหุ้นได้เช่นกัน โดยไม่ผิดเงื่อนไข และยังได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้เหมือนเดิม  กำไร 2 ต่อเห็นๆ

และกองทุนสมัยนี้หาซื้อง่ายซะด้วยครับ แค่เดินเข้าธนาคารต่างๆก็ขายกองทุน 2 ประเภททนี้แทบทั้งนั้น  หรือหากไม่มีเวลาก็ยังซื้อออนไลน์ได้อีก ลองดูที่เว็บ www.fundsupermart.in.th

การเป็นผลเมืองดีที่ฉลาดต้องจ่ายภาษี อย่างฉลาดลองมองหาเครื่องมือที่จะช่วยให้คุณเป็นคนดีและมีความคุ้มครองให้คุณอุ่นใจและมีโอกาสได้ผลตอบแทนอีกด้วย ยังมีอีกหลายอย่างที่เราใช้ลดหย่อนภาษีได้ อยากรู้ข้อมูลเต็มๆลองตามไปดูกันที่เว็บไซต์ กรมสรรพากรเลยครับ

toppercool (122 Posts)

Digital Marketing Consultant, Blogger


Author: toppercool

Digital Marketing Consultant, Blogger

Share This Post On

Leave a Reply