ผ่าจริงเจ็บจริงไม่มีสตั้น ศัลยกรรมปลูกผมครั้งแรกในชีวิต (ตอน1)
Nov24

ผ่าจริงเจ็บจริงไม่มีสตั้น ศัลยกรรมปลูกผมครั้งแรกในชีวิต (ตอน1)

(Update)  อ่านตอน 2  ผลข้างเคียงและความเข้าใจผิดๆ ของการศัลยกรรมผ่าตัดปลูกผม (ตอนที่2)  ไม่เคยคิดมาก่อนเลยในชีวิตจะต้องไปโดนคมมีดหมอเสริมหล่อ เพราะตัวเองก็ไม่ได้คิดว่ามันจำเป็นอะไรมากมายในชีวิตซะเท่าไร แบบว่ามั่นว่าตัวเองดูดีว่างั้น  จนมาช่วงหลังๆ ออกงานบ่อย เวลาถ่ายแบบ ปกหนังสือบ้าง ถ่ายโฆษณางานสัมนาบ้าง ก็มักจะมีปัญหาให้ช่างภาพต้องใช้วิทยายุทธ  Photoshop ช่วยอยู่บ่อยๆ  จนมาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ได้มีคนแนะนำให้ทดลองกินยา คลีนิคแห่งหนึ่งแถวปิ่นเกล้าที่เป็นที่ร่ำลือกันมากว่า ยาเค้าสุดเทพ ดกดำในไม่กี่เดือน  แต่ก็ด้วยความขี้เกียจเพราะที่นี่ คนไข้แยะมากมาจากทุกสารทิศ ก็เลยใช้วิธีฝากเค้าซื้อยาเอา ( ซึ่งจริงๆ ยาเหมือนกันทุกคนเลย แค่แยกชายหญิง อันนี้ก็ สงสัยแต่แรกแระ แต่ไม่คิดอะไร)  ซึ่งมาเข้าใจที่หลังว่า มันเป็นความคิดที่ผิดมากๆโดยชิ้นเชิง ก่อนหน้าที่จะติดสินใจเริ่มรักษา ปัญหาเรื่องเส้นผมนี้มีภาพนึงที่มันทำร้ายจิตใจสุดๆ คือไอ้ภาพเนี้ย   ไอ้ที่เค้าเรียกว่า ทรง Shopard  ฟังดูไฮโซนะเหมือน นาฬิกา ยี่ห้อดัง แต่มันคือการโชว์ ปาดผม จากซ้ายไปขวา หรือ ขวาไปซ้ายก็ไม่ผิดกฏแต่อย่างไร อาจจะพบในบางพื้นที่ นิยมปาดจากหลังมาหน้าด้วย  ไม่อยากคิดภาพตาม เลยจริงๆ เมื่อลองกินยาไปสักพักพบว่าผมเริ่มที่จะขึ้นเหมือนกันนะเอาวุ้ย มีลุ้น โดยเฉพาะตรงกลางหัวที่เริ่มหนาขึ้น ยาวขึ้น และรอบๆข้างแก้ม ก็ชักยาว หรือว่ามันใช้ยีนส์ของ วูฟวารีน มาผสมยา มิน่าล่ะมันถึงขนยาวได้เร็วขนาดนี้ แต่ก็มีคนบอกว่าถ้าหยุดกินยาเมื่อไร ผมจะร่วงทันที อ้าววววเฮ้ยไหนเป็ยงี้ นี่มันเสพติดชัดๆ และที่สำคัญข้างหน้าตรงแย่งมันไม่ขึ้นสักทีมีแต่ไรๆแต่ก็ไม่ยาว จะว่าไปข่าว DJ เจ๊ คนนึงที่ไปผ่าตัดเสริมเหม่งก็ชวนให้เราค้นหาเหมือนกันนะว่าเค้าไปทำอะไร จนมาเจอใน Google  ว่ามีคลีนิคศัลยกรรม ด้านนี้โดยเฉพาะ ที่ดูจากGoogle ก็พบหลายที่อยู่แต่ที่นึงที่ดูแตกต่างคือ เค้าเป็นศัลยกรรมด้านปลูกผมโดยเฉพาะและเป็นที่เดียวในประเทศไทย ที่มีหุ่นยนต์ปลูกผม เฮ้ยยย แม่มเจ๋งมากอยากได้Android  ปลูกผม เลยลองเข้าเว็บดูข้อมูลครับ อยากรู้ช่ายป่ะที่ไหน ที่นี่ครับ MHC วันแรก  เมื่อได้ทำการค้นคว้าข้อมูลจนตัดสินใจเข้ารับการปรึกษาจากคุณหมอแล้ว วันแรกคุณหมอก็จะนัดเข้ามาตรวจเบื้องต้นเพื่อประเมินแนวทางการรักษาหรือการทำศัลยกรรมนั่นเอง โดยจะทำการถ่ายภาพเราทุกๆมุม และวัดขนาดพื่้นที่บนหัวเรา เพื่อทำการประเมินว่าจะต้องใช้กี่กราฟ ( 1 กราฟคือ1 รู ที่เจาะเพื่อปลูกเซลล์รากผมนั่นเอง    สำหรับพื้นที่เล็กๆอย่างผม เจอไป  3000 กราฟครับ   ซึ่งถือว่าแยะอยู่ถ้าใช้หุ่นยนต์  ARTAS  มาปลูกนั้น หุ่นอาจจะ น๊อคเอาได้เพราะหุ่นทำงานไม่เร็วครับ เก็บตัวอย่างเซลล์ผมเราแล้วต้องเอามาปลูกเลย เฉลี่ย ชั่วโมงละ 500 กราฟ   เคสผม  3000 กราฟ  นี่ ทั้งกระบวนการ อาจจะเกิน 10 ชั่วโมงถ้าใช้วิธีนี้ คุณหมอเลยตัดสินใจให้ทำด้วยเทคนิค ผ่าตัดหรือ เรียกว่า  FUT  ครับ เพราะช่วยย่นระยะการปลูกให้สั้นลง และค่าใช้จ่ายถูกมากกว่า ใช้ หุ่นยนต์เยอะมาก เดี๋ยวจะบอกว่าเพราะ อะไร  แต่หลังจากตรวจประเมินรอบแรกแล้ว คุณหมอก็ให้นัดตารางผ่าเลย ถ้าเราสะดวก แต่ผมงานแยะติดงานเปิดตัวหนังสือ “ Startup เสี่ยยุคใหม่ “ และมีบรรยายหลายที่เลยต้องขอเลื่อนไปอีก สามสัปดาห์ (มีเวลาทำใจ) ถึงวันขึ้นเขียง เอ้ย ขึ้นเตียงผ่าตัด สารภาพเลยก่อนหน้าวันผ่าตัดลั้ลลายันตะวันตกดิน แต่พอเข้าสู่คืนสุดท้าย คุณหมอสั่งว่า คืนนี้ต้องสระผมด้วยแชมพูที่เตรียมไว้ให้ หลังจากเปิดคืนออกมาสระนี่ใจฝ่อเลยเพราะมันกลิ่นยาฆ่าเชื้อแรงมาก มาทราบที่หลังคือมีส่วนผสมคล้ายๆ เบตาดีน ง่ายๆคือไว้ฆ่าเชื้อบนหัวเรานั่นเอง  และก็มานั่งอ่านคู่มือแบ สลดๆ เอาวุ้ยลุยสักที พรุ่งนี้แล้ว สรุป คืนนั้น นอนไม่หลับครับ  นอยอย่างแรง ตื่นเช้ามาแบบ สลึมสลือแต่ว่ายังไงก็ต้องรีบไปครับคลีนิดนัด 8.30  ก็ไปถึงเฉียดฉิวพอดีทีเดียวทีมงานรอต้อนรับครบ ในชุดพร้อมผ่าตัด ส่วนเราก็ต้องเซ็นเอกสารยินยอมการผ่าตัดและตรวจเลือด ซึ่งจะมีการตรวจเชื้อ  HIV ก่อนด้วย และคุณหมอก็จะทำการวาดแบบลงบนหัวเราอีกรอบ ครวนี้ลงเส้นและน้ำหนักจริงให้ชัดเจน  เท่าที่สังเกตุหมดลบแนวแก้แบบหลายรอบ  คุณหมอไม่ได้ดูโหงวเฮ้งให้นะ แต่จะวัดสัดส่วนความกว้าง ซึ่งคุณหมอใช้คำว่า  Golden ratio  คือหน้าผากต้องมีพื้นที่ 1 ใน 3 ของหน้าเรา นั่นเองถึงเหมาะสม และมีการทำมุมSlope เพื่อให้รับกับโครงหน้า บางคนถ้าตัดแนวผม ตรงๆไปก็จะตลกทีเดียว คุณหมอธิติวัฒน์เล่าว่า มีบางคนมาขอแบบว่าเอาเยอะๆ กลัวเจ็บแล้วไม่คุ้มเอาลงมาครึ่งหน้าผาก หรือไม่ก็ทำแบบตัดตรงยิ่งทำให้หน้าเหมือนคุณลุงทรงเรขาคณิตไปกันใหญ่ #ห๊ะ  สรุปเราก็ได้ทรงตามที่คุณหมอแนะนำว่าช่วยให้โครงหน้าดูรับกันมากขึ้นประมาณนี้  เมื่อร่างแบบเรียบร้อยแล้วก็ใกล้ได้เวลาตื่นเต้นแล้ว ซึ่งทางคลีนิคจะให้เราเข้าไปเปลี่ยนชุด เพื่อความสบายตลอดระยะเวลาผ่าตัด และก็นั่งพักผ่อนเพื่อทานยาแก้ปวด ยานอนหลับ น่าจะเป็น  valium  ให้เราง่วงอ่อนๆ  และก็ตรวจเช็คและเซ็นชื่อรับรองแบบอีกรอบเพื่อ  Confirm จากขั้นตอนนี้ เราเปลี่ยนใจไม่ได้แล้วนะ เพราะจากนี้หมอจะ ลงสีตามพื้นที่ที่จะต้องปลูก ดังนั้น ต้องตรวจเช็คให้ละเอียดและพอใจก่อนนะ ที่หมอไม่วางยาสลบเราให้หลับเลยนั้นเพราะว่าในระหว่างกระบวนการผ่าตัด จะต้องมีการลุกปรับเปลี่ยนท่าทางด้วย ดังนั้นเพื่อการง่ายเราก็ควรช่วยเหลือตัวเอง และทีมแพทย์ระดับนึง อารมณ์เหมือนคนเมาสั่งได้แต่ยังมึนๆเมายาเล็กน้อยนั่นเอง และด้วยระยะเวลาในการผ่าตัดค่อนข้างนาน ก็อาจจะต้องมีการพักปลุกมาให้กินข้าวและเข้าห้องน้ำบ้างเพื่อผ่อนคลาย แน่นอนทางคลีนิคเตรียมให้เราเรียบร้อยแถมถามก่อนเข้าห้องผ่าตัดด้วยว่าอยากทานอะไรเป็นพิเศษมั้ย เดี๋ยวจัดให้ แต่จะบอกว่าชั่วโมงนั้นยังตื่นเต้นอยู่คิดไม่ออกหรอกว่าอยากกินอะไร เลยบอกว่า แล้วแต่จัดเลย ครับอยากเบรก ความตื่นเต้นไว้ตรงนี้ก่อน เดี๋ยวตอนหน้า จะพาเข้าห้องผ่าตัดแล้ว ตัดเข้ามาที่ห้องผ่าตัด  ณ. วินาทีนี้ ทีมแพทย์ ขอให้งดการสื่อสารทุกชนิดดังนั้นเครื่องมือสื่อสารต้องเก็บในล๊อคเกอร์ซึ่งทางคลีนิคจัดเตรียมไว้ให้ครับ หรือถ้ามีญาติมาด้วยก็ฝากไว้เลยครับ ถึงเราจะไม่หมดสติแต่อาจหมดสตังค์ได้เพราะอาจจะทำหล่นพังได้ ดังนั้นฝากเก็บไว้ก่อนเลย   เมื่อเข้ามาในห้องคุณหมอจะทำการระบายสีที่พื้นที่บริเวณซึ่งเท่าที่สอบถามอาจจะเป็นมหาหิงส์ ที่ทาท้องเด็กครับ สีออกม่วงๆกลิ่นเดียวกันเลย เป็นสีที่สะอาจและฆ่าเชื้อโรคได้ด้วยนั่นเอง ได้เวลาเจมส์ของจริงแล้ว คุณหมอเก็บผมเสร็จ ไม่มีการพักให้ทำใจใดๆ  พยาบาลสักคุณท้อปคะ ขึ้นเขียง ก้มหน้าได้เลยค่ะ เฮือกๆๆ  ณ จุดนี้ ประหนึ่งเมายาก้มหน้าก้มตารับสภาพด้วยดี บรรยากาศทั่วไปในห้องไม่ได้น่ากลัวเท่าไรนะครับ มีการเปิดเพลง Classic ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็น Mozard เพื่อสุนทรียะ แห่งการกรีด เย้ยยยย เผื่อให้เราผ่อนคลายหรือให้ง่วงนั่นเองเพราะก่อนเข้าห้องจัด  Valium ไปหลายเม็ดอยู่ ชักมึนๆ และก็เข้าสู่ขั้นตอนแรกที่ คุณหมอจะทำการส่องเพื่อตรวจว่า บริเวณไหนมีความหนาแน่นดีที่เหมาะจะเฉาะออกมาซะ เมื่อคุณหมอตรวจสอบจนตัดสินใจแล้วว่าบริเวณไหนที่เซลล์รากผมเราหนาแน่นและมากพอ ก็จะทำการตัดผมบริเวณที่จะทำการลอกชั้นเซลล​์รากผมเราออกไปให้เกรียนครับ  เพื่อการทำงานง่ายของทีมหมอและพยายาล ตรงนี้ไวมาก ใช้เวลาประมาณ 5 นาที ได้ เท่าที่กะเอา ด้วยบรรยากาศชวนเคลิ้ม แอแร์เย็น เพลงคลอเบาๆ พร้อมฤทธิ์ของ  Valium  ที่กำลังช่วยให้หนังตาหย่อนลง แต่ก็ไม่ถึงกับหลับนะ เราก็ยังได้ยินคุณหมอสั่ง พร้อมนับเลข  1-20  บ้าง 1-18  บ้าง เข้าจว่าน่าจะเป็นการประมาณ ชิ้นเนื้อเซลล์ ที่จะนำไปแยกมั้ง ไม่แน่ใน แต่ก็ได้ยินทุกๆคำสั่ง และเราก็ยังถามคำถามคุณหมอได้ ตลอด ไม่ถึงกับหลับไปเลยกำลังเพลินๆ  แต่ ความเพลินกำลังจะหายไปเพราะ จุดที่  Hardcore  ที่สุดของการผ่าตัดครั้งนี้มาถึงแล้ว ก็คือ การฉีดยาชา ซึ่งก่อนหน้านี้ ทั้งหมอ ทั้ง พยาบาลเล่าว่าทุกคนพูดเหมือนกันหมดว่า เจ็บสุดก็ตรงเนี๊ย ไอ้เราในฐานะบริจาคเลือดบ่อยๆ ก็ไม่ค่อยกลัวเข็มเท่าไร คิดในใจว่า จิ๊บๆ เหมือนตอนถอนฟันแหละน่า  แต่พอเอาเข้าจริงๆ  T_T  ไปดูภาพละกัล ก่อนที่คุณพยาบาลจะจิ้มก็บอกว่า พร้อมยังคะจะเริ่มทางขวาก่อนนะคะ เราก็เอาวะเข็มเล็กนิดเดียวใช่ครับ ทางขวามาก่อน แต่ไม่ทันได้หายใจ ทางซ้ายด้วยนะคะ พร้อมนะคะ  ณ. ชั่วโมงนี้ถึงไม่พร้อมก็ไม่ทันแระสรุปทีมงานมืออาชีพ สามัคคีแทงรุม  เท่าที่นับทัน น่าจะเกือบ 20 เข็มนะ เจ็บมั้ยเหรอ มวากกกกกก คือแบบ ไม่ทันหายใจอ่ะ  แต่ที่ คลีนิคมีบริการเสริมคือมี พยาบาทช่วยนวดหลังให้เรา คลาย แต่เราบอก เลิกนวดเถอะครับ เราเกรงใจ มันไม่ได้ชวยให้ดีขึ้นเท่าไร เราโอเค สงสารคนนวดมั๊ก เหมือนพายุที่พัดกระหน่ำเข็มเข้ามาเมื่อเข็มสุดท้ายจบลง  รู้สึกตัวเลยว่าเกร็งมากมาย เมื่อยแบบไม่รู้ตัว พยาบาลบอกรอสัก 5 นาทียาชาถึงจะทำงานเต็มที่ ระหว่างนี้ก็ชวนคุยและ จิ้มๆ ทดสอบว่าเรายังรู้สึกมั้ย  จนคุณหมอเริ่มเข้ามาบอก จะเริ่มลงมือผ่าตัดแล้ว นะครับ ช่วงนี้ความรู้สึกเหมือนหายไปจากร่างกาย เรียกว่าไม่ค่อยรู้ตัวเท่าไรว่าคุณหมอทำอะไรบ้าง จากนั้นก็ ปล่อยตามสบาย รู้สึกว่าจะเคลิ้มหลับไปนะ เพราะหมอบอกใช้เวลาประมาณ 1  ชั่วโมง ระหว่างที่หลับนี่เอง คุณหมอก็ได้ ทำการกรีดลอกชั้นเซลล์ผิวหนัง จนถึง รากผมของเรา และนำไปเก็บรักษาในน้ำยาพิเศษที่ช่วยไม่ให้เซลล์ของเราตาย ต้องขอปรับสีภาพหน่อยเลือดสาดบางคนอาจจะกลัว  ช่วงนี้ เด็กและสตรีมีคัน อย่าเกา เอ้ยอย่าเพิ่งดูข้ามไปได้เลย ครับ     เมื่อกรดเรียบร้อยแล้ว ก็จะนำผิวหนังที่มีเซลล์รากผมไปเก็บรักษาในน้ำยา และ ทีมงานเจ้าหน้าที่พยาบาลก็จะทำการผ่าแยกเซลล์รากผมขอเราผ่านกล้องจุลทรรศ ขั้นตอนนี้สวดยอดมากอ่ะ ระหว่างนี้คุณหมอก็ทำการเย็บแผลซึ่งจะทำการดึงหนังศีรษะเราขึ้นมาประกบกับรอยแยกเดิมแล้วเย็บเข้าติดกัน ทำให้ไม่มีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่เมื่อแผลหาย ต้องฝีมือสุดๆ เมื่อจบขั้นตอนนี้ พยาบาลปลุกบอกว่า ลุกไปเข้าห้องน้ำและทานข้าวก่อนเถอะ แอบมองนาฬิกา นี่จะเที่ยงพอดี เลยเดินไปเข้าห้องน้ำ และกลับมาทานข้าวที่ทางคลีนิคเคตรียมไว้ให้  พยาบาลตกใจเล็กน้อยเพราะเดินกลับมา เราซัดไปหมดจานแล้ว กินตามมารยาทอ่ะ สมองมันสั่งแบบมึนๆ  หลังจากพักได้ที่แล้วก็เดินกลับขึ้นเตียงผ่าตัดอีกรอบ เข้าสู่ขั้นตอนที่สองคือ ขั้นตอนการ เจาะๆๆๆๆๆๆ การจะเจาะให้ไม่เจ็บนั้นแน่นอนครับ มันต้องเริ่มจากการฉีดยาชาก่อน แต่อยากบอกว่า รอบนี้ชิลๆ อ่ะหรือเพราะก่อนหน้านี้มีการทายาชาที่บริเวณคิ้วทิ้งไว้ก่อนเลยไม่เจ็บเท่าตอนฉีดยาชาด้านหลังที่ สุดยอดมากมาย  ข้างหน้านี่ จิ๊บๆเลย เมื่อยาชาทำงานแล้วคุณหมอก็จะเป็นคนเริ่มเจาะรูเพื่อเป็นช่องในการนำเซลล์หรือ กราฟผมเราที่แยกไว้นำลงไปปักปลูก อารมณ์เหมือนปูกข้าวยังไงอย่างงั้นเลย  Process ตั้งนี้ใช้เวลาประมาณ 3  ชั่วโมงครับ ไม่ได้มีโอกาสเห็นเครื่องมือชัดๆแต่จากภาพเหมือน 1  ที 3 รู ยังไงยังงั้นเลย แอบเสียวเลยต้องขอปรับสีหน่อยเดี๋ยวใจจะวายกันซะก่อน  เมื่อเจาะครบแล้ว คราวนี้ทีมงานจะมาช่วยกันลงแขกปักกราฟครับ ใช้ทีมงาน 3 คนเลยเพื่อประหยัดเวลา เพราะยิ่งเซลล์กลับเข้าสู่ร่างการเราไวเท่าไรโอกาส รอดของเซลล์ก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น การทำงานแข่งกับเวลา และเป็นมืออาชีพจึงสำคัญมากๆ   Process ตรงนี้ใช้เวลาพอสมควรเลยครับ ไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง...

Read More
กฏทองของการตลาดดิจิตัล  content is always king
Nov20

กฏทองของการตลาดดิจิตัล content is always king

มีคนสงสัยกันเสมอ ว่าในยุคนี้ใครๆเค้าก็มี facebook page กัน มี Blog , มี youtube กัน แล้วอะไรคือจุดที่เป็น Touch point ของลูกค้า คำตอบง่ายๆนั่นคือ content นั่นเอง  คอนเท้นต์ หรือ เนื้อหาของสิ่งที่เราจะเผยแพร่สู่กลุ่มลูกค้าหรือ follower ของเรา นั้นเป็นเครื่องบ่งบอกสื่อถึงความเป็น Brand หรือ สินค้าของเราด้วย มีคำพูดเก่าแก่คือ Content is a king แปลได้ว่า คอนเท้นต์คือสิ่งที่สำคัญที่สุด เสมอ จนถึงทุกวันนี้มันก็ ยังคงเป็นเช่นนั้น การทำการตลาดแบบ Content marketing คือ การนำเสนอเนื้อหาที่น่าติดตามน่าสนใจ อยู่ในกระแสที่คนกำลังค้นหาหรือกำลังเป็นที่สนใจอยู่นั่นเอง นักการตลาดอาจจะทำการบ้านหนักหน่อยว่าจะต้องทำอะไรให้น่าสนใจและติดตาม โดยที่ลูกค้าไม่รู้สึกว่าถูกขายของอยู่ด้วย แต่เชื่อมั้ยครับ ว่าถึงแม้จะรู้ว่าเป็นการขายของตรงๆ แต่ถ้าคอนเท้นต์มันดี น่าสนใจ ลูกค้าก็ยังไม่รู้สึกว่าโดนหลอกขายของแต่อย่างไร  แล้วอะไรคือกฏของการสร้าง คอนเท้นต์ดีๆล่ะ กฏของการทำ Content marketing คือ การไม่มีกฏ ครับ แต่ Content marketing ดีๆ มันมีแต่องค์ประกอบของมัน คือ 1 .  ชวนให้ติดตาม  ถ้าประเภทที่ เปิดมาเจอแล้ว ปิด หรือ เปลี่ยนเลย แบบนี้ไม่ใช่แล้ว  ความน่าติดตามล่ะมีอะไรเป็นองค์ประกอบ เนื้อหาสาระกำลังอยู่ในกระแส เนื้อหาสาระที่มีผลต่ออารมณ์ , ความรู้สึกผู้ชม เช่น ตื่นเต้น , ชวนให้ประหลาดใจ , ตลก , ประทับใจ , เศร้า , สนุก , หรือน่ารัก เนื้อหามีความต่อเนื่อง 2.  ทำให้เกิด Action  ได้ แอ๊คชั่นเหล่านี้ อาจจะวัดได้จาก     Social engagement = Like, Tweet, Share , Comment , Embed     Call to action เช่น โทรเข้ามาเพื่อสอบถาม สินค้า หรือ บริการ ยิ่งถ้าเปิด Conversion เป็นยอดขาย นี่สุดยอดมาก     มีส่วนร่วมกับ สิ่งที่คอนเท้นต์ พยายามนำเสนอ เช่น เล่นเกมส์ , Link ไป download App , register  เป็นต้น     นำไปปฏิบัติตาม  หรือ เกิดกระแส ลอกเลียนแบบ  หรือ ล้อเลียน เราเห็นบ่อยๆ ใน youtube ซึ่ง ศัพท์สมัยใหม่อาจจะเรียก cover (ลอกเลียนแบบโด      ดัดแปลงในแบบตัวเอง หรือ parody (ทำเพื่อล้อเลียน) เป็นต้น 3.  Localized  นำเสนอเนื้อหาที่ เหมาะสมกับผู้รับ เช่น  ดัดแปลงเนื้อหาต้นฉบับใหม่โดยใช้เคส หรือ เป็นภาษาไทย  อย่างโฆษณาสินค้าที่เป็น Global ก็จะสร้างหรือซ้อนเนื้อหาโดยใช้คนไทยเข้าไป หรือ แคมเปญ ส่งโค้กให้ เป็นลักษณะ Localized จึงทำให้ audience รู้สึกใกล้ชิดมากขึ้น     4. สร้างความเชื่อถือโดยโปร่งใส   เดี๋ยวนี้คงหมดยุคการสร้าง Viral content แบบหลอกคนดูแล้ว เราจะเห็นกระแสช่วงหลังๆ คนดูเริ่มรู้สึก anti content แบบนี้  เพราะแน่นอนคนดูไม่อยากรู้สึกว่าโดนหลอก  ดังเราจะเห็นหลาายๆเคสที่ พยายามสร้างกระแส viral ให้คนติดตาม ด้านความรุนแรง เช่น ช๊อคแล็ต บาร์ ยี่ห้อหนึ่ง สุดท้ายกลายเป็น Brand crisis เพราะหลอกคนดู ในที่สุด  จำกันได้ใช่มั้ยครับว่ายี่ห้ออะไร 5.  ขายแบบไม่ขาย  คอนเท้นต์ที่คนสนใจ หรืออยากติดตาม ไม่จำเป็นต้องขายของตรงๆ  แต่ด้วยไปด้วยองค์ประกอบของความน่าติดตาม อย่าง Blendtec ก็เป็น เคส Classic  ที่พูดกันมานาน แต่ก็ยังคงใช้ได้อยู่ทุกวันนี้ 6. ต้องเป็นประโยชน์  เนื้อหาที่เป็นประโยชน์ ถึงแม้จะแทรกความมี Brand อยู่ ก็ยังคงเป็นที่สนใจของผู้ชมได้ ยกตัวอย่างพวก Infographic  ต่างๆ ที่เราเห็นกันมากมายปัจจุบัน  เพราะสามารถสรุปให้คนเข้าใจ ข้อมูลยากๆได้ในหน้าเดียว 7.  หัวข้อ หรือ Headline มีความสำคัญมาก ถึงมากที่สุด   บ่อยครั้งที่เราอาจจะเจอ คอนเท้นต์ ไม่ได้โดดเด่นมากนักแต่ตั้งชื่อ น่าสนใจ ก็สามารถดึงให้เราเผลอกดเข้าไปดูได้เหมือนกัน 8. Customized Content เพื่อ search  คอนเท้นต์ที่ดี ต้องออกแบบเพื่อให้ search หาเจอด้วย และเราเจอหลายๆครั้ง  content  เหล่านี้ช่วยให้ผลของ search  engine ของเว็บเรา ดีขึ้นมาก เพราะจาก keyword ที่ซ่อนไว้  , การสร้าง action ให้เกิดขึ้น ภายใน คอนเท้นต์ เช่น คลิ๊ก link หรือ แชร์ ด้วย มันยังคงมีรายละเอียดอีกมากมายเสมือนการสร้างงาน ศิลปะ ที่ไม่มีกฏอะไรที่ตายตัว ขึ้นอยู่กับ ศิลปิน จะค้นหาวิธีและแนวทางการนำเสนอ ลองมาดูเคสของ วงการเพลงอย่างเพลง ของ Bob Dylan ” เพลง Like a rolling stone ”  music VDO  ที่นำ Interactive เข้ามาสร้างความสนุก และ ชวนให้ผู้ชม เข้ามามี Action engage ร่วมกับเพลง โดยนำรายการที่เป็น รายการทีวี จริงๆ คนจริงๆเข้ามาร่วมถ่ายทอด เนื้อเพลง แน่นอนครับ ผู้ชมจะสนุกกับ content และติดตามฟัง หรือกลับมาเล่นแล้วเล่นอีก จนเพลงติดหูนั่นเอง เป็นการสร้าง Conversion ยอดขายแบบอ้อมๆไปได้ เหมือนกัน  สนุกดี ผมเล่นหลายรอบแล้ว คุณล่ะเล่นกี่รอบ...

Read More
Social CRM เราไม่ได้ขายของ แต่เราขายความเชื่อ(ใจ)
Nov13

Social CRM เราไม่ได้ขายของ แต่เราขายความเชื่อ(ใจ)

การบริหารความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า หรือ CRM (Customer Relation Management) ทุกวันนี้เป็นเรื่องที่หลายๆธุรกิจหันมาให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น เพราะเราไม่ได้ขายของแบบครั้งเดียวจบแน่นอน ลูกค้าส่วนใหญ่มักจะกลับมาซื้อซ้ำได้ หรือแม้แต่แนะนำคนอื่นๆให้มาเป็นลูกค้Brand ทั้งหลายหันมาให้ความสำคัญในการทำ CRM อย่างเป็นล่ำเป็นสัน และด้วยเป็นยุคแห่งสื่อสังคม ออนไลน์รูปแบบการทำ CRM อาจมีการปรับตัวไปตามยุคและเครื่องมือใหม่แต่หลักใจความสำคัญของ Social CRM ไม่ได้ทำกันเพื่อสร้างยอดขาย แต่เป็นการซื้อหัวใจของลูกค้า และ ขายความเชื่อ(ใจ) ให้แต่ลูกค้านั่นเอง หลักใจการสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้ามันคือการสร้างความโปร่งใส (Transparency) และแสดงออกอย่างจริงใจต่อลูกค้า  การทำ Community Marketing นั้นเป็นหนึ่งในการบวนการทำ Social CRM ด้วยเช่นเดียวกัน  เป็นหัวใจหลักเลยที่สามารถ พลิกหลังมือให้เป็นหน้ามือได้ หรือแม้แต่หน้ามือเป็นหลังเท้าไปเลยก็มี บ่อยครั้งที่เราเจอเคสของ Brand Crisis เกิดจากการทำ community marketing ที่ผิดพลาด จนลูกค้าหมดความเชื่อมั่นกับสินค้าและบริการ จนถึง Brand เองไปเลยก็มีเทคนิคในการซื้อใจลูกค้าไม่ยากแต่ต้องใช้ความอดทนและมุ่งมั่นซึ่งสามารถตีความออกมาได้ประมาณนี้   1. เป็นตัวของตัวเอง  การเป็นตัวของคุณเองไม่ได้แปลว่าคุณจะทำอะไรก็ได้นะ แต่มันคือการเปิดเผยตัวตนของคุณว่าคุณเป็นใคร, มาทำอะไร , เพื่ออะไรและเพื่อใคร ซึ่งแน่นอน ต้องเป็นมิตรคุณไม่ใช่นักขายที่หื่นกระหายยอด ถ้าเป็นแบบนี้ ไม่มีใครอยากคุยกับคุณแน่นอน แต่คุณต้องเป็นคนที่พร้อมที่จะเข้ามาดูแล และช่วยเหลือลูกค้าอย่างเต็มใจและเข้าถึงได้ ไม่ใช่มาแบบ Brand คุยกับลูกค้า 2. เชื่อมั่นในคุณค่าของการสร้างความสัมพันธ์  จงเชื่อว่าการที่เราทำ relationship management นี้มีคุณค่าและประโยชน์จริงๆ ไม่ใช่แค่คือหน้าที่หรือเพื่อเข้ามาจับผิดลูกค้า  จงเชื่อว่าสิ่งที่เรากำลังทำจะทำให้เรารู้จักลูกค้าและนำไปสู่การให้บริการอย่างดีที่สุด ซึ่งแน่นอนในอนาคตเราจะทำงานได้อย่างสบายมากขึ้น ลดปัญหา ยกระดับการให้บริการ 3. จงสม่ำเสมอ และ ต่อเนื่อง  นึกถึงตอนที่เราเป็นลูกค้า เคยเจอมั้ยครับ ช่วงที่กำลังจะขายเรา ปฏิบัติซะดี ทั้งพูดจา และให้บริการ พอจ่ายเงินแล้วเท่านั้นล่ะ ปิดการหาย สลายโต๋ แน่นอนถ้าคุณไม่ชอบการถูกกระทำแบบนี้ คุณก็ไม่ควรที่จะทำแบบนี้กับลูกค้าด้วย  การกระทำอะไรที่สม่ำเสมอ โดยที่ไม่ต้องร้องขอ แค่นี้ก็สามารถซื้อใจลูกค้าได้แล้ว มันแสดงถึงความมุ่งมั่นในการให้บริการ  ในกรณีนี้ รวมถึงการดูแลที่นอกเหนือเวลางานด้วย เพราะ บางที ลูกค้าคุณก็อาจจะต้องการความช่วยเหลือนอกเหนือเวลางาน แต่จุดนี้ควรพิจารณาการตอบสนองที่เหมาะสม 4.  ค้นหาและนำเสนอความจริง  ลูกค้าจะเชื่อในสิ่งที่คุณพูดต่อเมื่อคุณพูดและเสนอความเป็นจริง แน่นอนมันคือต้องมีข้อมูลที่เชื่อถือได้ประกอบ ความเชื่อมั่น มันเหมือนกรุงโรม ที่ไม่ได้สร้างเสร็จแค่วันเดียว การค้นหาและนำเสนอความจริง เวลาจะเป็นตัวพิสูจน์ด้วย การช่วยเหลือโดยแสดงให้เห็นว่าคุณอยู่ข้างลูกค้า ช่วยที่จะนำเสนอข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อลูกค้ามากที่สุด และไม่มีความเสียหายต่อบริษัท นั่นจะทำให้คุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด 5. เปิดกว้างในการรับฟังความคิดเห็น  การทำ Social CRM คือการรับฟังและนำมาปรับปรุงเพื่อนำเสนอกลับไปสู่ลูกค้า ทำให้ลูกค้าพึงพอใจมากที่สุด และ บริษัทพัฒนาผลงานได้มากที่สุดเช่นกัน ดังนั้นอย่ากลัวที่จะโดนลูกค้าด่า หรือ ติ (ในมุมที่สร้างสรรค์)  อย่าเถียงแทนบริษัทฯ  อย่าทะเลาะกับลูกค้า อันนี้สำคัญมาก จงรับฟังและนำข้อมูลที่ลูกค้ามีประเด็นมาพิจารณา ด้วยข้อมูล และเหตุผล และค้นหาความจริง เพื่อนำมาปรับปรุงและนำเสนอกลับสู่ลูกค้า  ไม่ใช่ไม่ยอมรับตั้งแต่แรกและ เถียงด้วยอารมณ์ จิตวิญญาณของการให้บริการ แบบนี้เป็นความล้มเหลวของการทำ CRM แน่นอน  6. จงทำตัวเป็นมืออาชีพ  นึกถึงว่าถ้าเราเป็นลูกค้า เราอยากคุยกับคนแบบไหนครับ ใช่แล้ว เราอยากคุยกับคุณที่คุยกับเรารู้เรื่องและมีกระบวนการ การจัดการที่เป็นระบบ ความเป็นมืออาชีพนี้อาจจะรวมถึง ทักษะการใช้ภาษา  พูดกับลูกค้าอย่างไรที่ดีที่สุดภาษาที่ฟังแล้วไม่เป็นการดูถูกลูกค้า  เช่น ทำไมคุณไม่เข้าใจ กับ ยังมีจุดไหนที่ลูกค้ายังสงสัยอีกไหม  ซึ่งความหมายทั้งสองประโยค เหมือนกัน คือลูกค้ายังมีข้อสงสัย แต่การใช้ภาษาต่างการ ระดับของความหมายเป็นอาจจะกลายเป็นหายนะของแบรนด์ได้ ทักษะในการสื่อสาร การสื่อสารแบบไหนที่ช่วยลดปัญหา และทำให้ลูกค้าประทับใจ  ผมแบ่งเป็นสองประเภทคือ สื่อสารแบบลูกค้าร้องขอ กับ ลูกค้าไม่ได้ร้องขอ  คือ แบบลูกค้าร้องขอ ถ้าลูกค้ามีปัญหาและต้องการความช่วยเหลือ ให้รีบแสดงตัวและเข้าไปรับเคส ก่อน ถึงคุณจะไม่สามารถแก้ไขได้ทันที แต่ดีกว่าการปล่อยเงียบจนลูกค้า คิดว่าไม่สนใจ ก็จะยิ่งกระพือปัญหาให้ดังขึ้น แต่คุณก็ต้องกลับมาพร้อมข้อมูลที่สามารถตอบโจทย์และทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าคุณได้สนองต่อคำขอลูกค้าแล้ว ถึงแม้จะเป็นการปฏิเสธก็ตามก็ต้องมีข้อมูลที่รองรับ มิฉนั้นลูกค้าจะหมดความเชื่อถือทันที   การสื่อสารแบบลูกค้ามิได้ร้องขอ  คือเมื่อคุณพบประเด็นปัญหา และหาคำตอบได้ก็นำมาเสนอ ในเชิงสร้างสรรค์ต่อลูกค้า มิใช่การโอ้อวดว่าแบรนด์เป็นคนทำ หรืออาจจะเป็นการพบเห็นลูกค้าหรือใครชื่นชม ก็นำมานำเสนอต่อส่วนรวมได้เพื่อเป็นการขอบคุณ  ที่สำคัญเลยคือการสื่อสาร ไม่ใช่การเงียบเฉย เราเคยพบว่ายิ่งเงียบเฉยมากเท่าไร ยิ่งนำหายนะมาสู่ แบรนด์มากเท่านั้น ทักษะในการปฏิบัติงาน  มีการบริหารงานอย่างเป็นระบบ ในการรับเรื่อง การปรับปรุงแก้ไข และการนำเสนอต่อลูกค้ากลับเป็นระบบ ซึ่งทุกส่วนที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันโดยมีจุดหมายเดียวกันคือ มุ่งมั่นในการพัฒนาการให้บริการ 7.  จงสื่อสัตย์ต่อตัวเองและลูกค้า  เราอาจจะเคยได้ยินว่าจงรับปากไว้ก่อน ว่าได้ครับๆ  แต่ ตามหลังต่อว่าคือ “แต่”  เป็นคำพูดที่ลูกค้าไม่อยากได้ยินแน่นอน  จงอย่ารับปาก โดยที่ตัวคุณรู้อยู่แล้วว่ามันนอกเหนือความเป็นไปได้  เพราะเมื่อไรที่มี แต่ ออกมาลูกค้าจะไม่มีความเชื่อมั่นในสิ่งที่คุณพยายามจะอธิบายอีกเลย ฟังดูยุ่งยากไปนิดนะ แต่เชื่อเถอะครับว่าเมื่อไรที่คุณซื้อใจลูกค้าได้มันคุ้มค่ามากเพราะคุณไม่ได้มีแค่ฐานลูกค้าในมือแต่คุณมีลูกค้าอยู่ในใจเสมอ และสิ่งที่เจอคือ เมื่อเรามีปัญหาจริงๆ ลูกค้าเหล่านี้จะเป็นผู้ที่เข้ามาปกป้องเรา ชี้แจงข้อมูลต่อคนอื่นให้เราเอง  หรือแม้แต่ลูกค้าเราเองมีปัญหาเค้าก็จะไม่ด่าเราแรงๆ...

Read More