LINE Official account และ Sticker 7 ล้าน แพงจริงหรือเปล่า ?
Dec17

LINE Official account และ Sticker 7 ล้าน แพงจริงหรือเปล่า ?

  กระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ถึงการประกาศมอบของขวัญปีใหม่จากกระทรวงไอซีที ที่จะกลายเป็นกระทรวงดิจิตัล ในไม่ช้า ในการแจก LINE sticker  ค่านิยม 12 ประการ เพื่อเผยแพร่แนวคิดที่ปลูกฝังค่านิยมให้คนไทยมีความเป็นไทยมากขึ้น  สิ่งที่กลายเป็นประเด็นก็คือ เอกสารราคาการจัดซื้อจัดจ้างที่เปิดเผยออกมาสู่สาธารณะนั้นเป็นตัวเลขถึง 7.1 ล้านบาท  ซึ่งทำให้หลายคนตกใจหรือไม่ไว้วางใจต่อการจัดจ้างครั้งนี้และมองว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระแน่ๆที่ใช้เงินขนาดนี้ มองในมุมการตลาด ทำไมกระทรวง ไอซีที  ถึงเลือกใช้ LINE  ในการเป็นสื่อครั้งนี้ ถ้าหากเรามามองถึงเรื่องของสถิติจำนวนผู้ใช้ LINE ในประเทศไทย ขณะนี้อยู่ที่ ประมาณ 33 ล้านคน   หรือประมาณ 53 % ของประชากรในประเทศ อันนี้เป็นตัวเลขที่ LINE แจ้งมาล่าสุดเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย และที่สำคัญ LINE นับจาก Active User  ครับ  LINE ปัจจุบันกลายเป็น App สามัญประจำเครื่องไปซะแล้ว เรียกได้ว่ามันกลายเป็นเครื่องมือที่สามารถเข้าถึงคนได้ในวงกว้าง และเกือบทุกระดับ จึงไม่แปลกใจที่กระทรวง ไอซีที จะมองว่านี่คือ ช่องทางในการสื่อสารกับคนในทุกรุ่น ทุกวัย เนื่องจาก LINE  มี Feature สำหรับใช้ในเชิงการตลาด อย่างบริการ Official account ที่เป็นบริการที่ให้ Brand หรือ องค์กร ใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย  แต่แน่นอน ทำอย่างไรที่จะให้คนเข้ามาติดตาม Official account เหล่านี้ มันจึงต้องใช้เครื่องมือที่เป็น Incentive  base จูงใจอย่าง Sticker หรือ Gift ต่างๆมาล่อเพื่อให้ติดตาม account เหล่านี้  ถ้าหากถามว่า 7.1 ล้านที่จัดซื้อจัดจ้างครั้งนี้แพงมั้ย ลองเปรียบเทียบราคา ดูครับ   ราคา Official account นั้นจริงๆมีหลายแบบแต่เลือกแบบ Standard มาให้ดู ซึ่งแบบ Standard  นี้สามารถสื่อสารกับผู้ติดตามได้ ด้วยสื่อแบบต่างๆ ทั้งรูปภาพ , ข้อความและ VDO   ซึ่งราคานั้น จะแตกต่างกันตามระยะเวลาของการเป็น LINE Official account เริ่มต้นที่ 1 เดือน  1.29 ล้าน จน ถึง 12 เดือน ที่ 3.24 ล้าน โดยประมาณ  ซึ่งเฉลี่ย  Official account โดยทั่วไป มีคนติดตามอยู่ประมาณ 6-7 ล้านคน แต่อย่างที่บอกการที่จะทำให้มีคนติดตาม Official Account นั้น ก็ต้องมีของมาล่อ กระแสการทำ LINE Sticker จึงเป็นสิ่งที่หลายๆ Brand เลือกที่จะนำมาใช้ เนื่องด้วย Sticker ต่างๆแฝงไปด้วยความน่ารัก และ ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกแทนคำพูดได้ และยังแทรกความเป็น Brand ลงไปได้อย่างไม่ขัดใจผู้ใช้งานมากนัก  ยิ่งการมาของ LINE Sticker creater นั้น ยิ่งทำให้การใช้ LINE Sticker มีความนิยมกันมากขึ้น ซึ่งราคาของการทำ Sponsor Sticker ที่มาจาก Official Account ต่างๆนั้น มีประมาณนี้ครับ    Sponsor Sticker ใน 1 Set นั้น มีอายุโหลดได้ภายใน 1 เดือนหลัง Public แต่มีอายุให้ใช้งานได้ 3 เดือน ราคาเริ่มต้นนั้น อยู่ที่ 3.5 ล้าน ราคานี้คือราคาที่เรา จ้าง Creative Graphic designer ของเราเองทำทั้งหมด ส่วนถ้า มีตัวละครอยู่แล้ว แต่ให้นักวาดการ์ตูนของทาง LINE วาดให้ จะอยู่ที่ 3.8 ล้าน และถ้าให้ LINE จัดการให้ทั้งหมดเลย จะอยู่ที่ 4 ล้านครับ  ซึ่งนักวาดของทาง LINE จะเป็นชาวญี่ปุ่นครับ  สถิติ Block rate ในประเทศไทย LINE เปิดเผยว่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 50% นะครับ คือ Block official account ทันทีหลังโหลด Sticker จากกระแสข่าวของการทำ LINE Sticker  เพื่อเผยแพร่ค่านิยม 12 ประการครั้งนี้ ส่วนตัวผมคิดว่า ไม่แพงหรอกครับ (แต่ยังไม่ทราบรายละเอียดว่า มี Feature หรือ Service อะไรบ้าง เพราะแหล่งข่าวไม่ได้เปิดเผย)  แต่สิ่งที่ต้องหันกลับมามองกันต่อว่า หากกระทรวง ไอซีที นั้นต้องการเผยแพร่ค่านิยม 12 ประการ ผ่านสื่อที่เชื่อว่าเข้าถึงคนรุ้่นใหม่ และ ทำให้คนมองว่ากระทรวงไอซีที นั้นทันสมัยนิยม เป็นสิ่งที่เหมาะสมหรือเปล่า ข้อความที่จะสื่อสารใน Official Account จะเป็นอย่างไร คุ้มค่ากับการนำงบประมาณจากภาษีของประชาชน มาใช้หรือไม่ หัวใจสำคัญมันไม่ได้อยู่ที่ Sticker หากแต่อยู่ที่สาร ที่จะเผยแพร่และปลูกฝังค่านิยมอันดีนี้ ได้อย่างมีประสิทธิผลที่สุด   ขอบคุณข้อมูลจาก LINE ในงาน LINE Open house  เมื่อเเดือนพฤศจิกายน...

Read More
เก็บตกสถิติบน Social media ปี 2014 ที่น่าสนใจจาก Socialnomic 2014
Apr24

เก็บตกสถิติบน Social media ปี 2014 ที่น่าสนใจจาก Socialnomic 2014

ผ่านมาแล้วกว่าสี่เดือนของปี 2014  ทุกๆนาทีบนโลกออนไลน์ มีสถิติใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย และก็เช่นเคย  Erik Qualman เจ้าของผลงานหนังสือขายดี Socialnomic  ก็ได้สรุปสถิติต่างๆบน Social media มาเป็น Video ที่นักการตลาดดิจิตัล  หลายคนเฝ้าติดตาม รวมถึงผมเองด้วย และปีนี้ถึงจะมาช้าแต่ก็ยังน่าสนใจเหมือนเดิม       มีหลายๆสถิติที่น่าสนใจที่เรา อาทิ เช่น เมื่อเทียบ Member ของ Social Media กับ จำนวนประชากรบนโลก  Facebook  มีประชากรเป็นอันดับ 3 และ  Whatsapp เป็น อันดับ 5 จำนวนคนที่มีมือถือ มีมากกว่าจำนวนคนมีแปรงสีฟันบนโลกนี้ซะอีก               1 ใน 5 ของคู่รักสมัยนี้ พบกันบน Online  และ 1 ใน 5 ของคู่หย่าเพราะเจอปัญหา บน Social Media   Real time marketing เป็นเครื่องมือและ ลูกเล่นที่สำคัญมาก สำหรับแบรนด์ที่เล่นอยู่บน Digital (ส่วนตัวผมชอบ  Oreo , Nokia , Coca Cola , Pepsi  พวกนี้ ไวและเจ๋งมา) 53 %  ของผู้ใช้ Twitter เคยแนะนำสินค้าที่ตัวเองใช้งาน ผ่าน Tweet   อาจจะรวมถึงด่าแบรนด์ด้วย  และกลุ่มที่มีอัตราเติบโตมากสุดบน Twitter นั้นคือกลุ่ม สว. หรือ กลุ่มผู้สูงวัยนั่นเอง นี่ก็ตรงกับ Profile ของ คนใช้ Twitter อยู่แล้ว ที่ไม่ค่อยมีเด็กๆ 6 วินาที ของ VINE  กำลังเป็น Trends ใหม่ของ Brand ที่มา ทดแทนการทำ Video Ad แบบ 30 วินาที ดั้งเดิม ผมก็ชอบนะ สนุกและ สร้างสรรค์ ในทุกๆวัน จะมีคำค้นหาใหม่ๆ บน Google ที่ไม่เคยถูกพิมพ์ค้นหาเข้ามาก่อนเลย นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่บอกว่า Social media มันกลายเป็นส่วนหนึ่งเป็น วัฒนธรรม  และวิถีชีวิตของมวลมนุษย์ชาติไปแล้ว ไม่ว่าจะทำอะไร คุณก็ต้องไปผูกพันธ์กับ Social media อยู่เสมอ   ยังมีอีกหลายสถิติที่น่าสนใจใน Video เชิญชมและเก็บเกี่ยวกันไปเต็มที่  ...

Read More
Line Marketing สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก (SME) ในมุมของนักการตลาดดิจิตัล
Apr11

Line Marketing สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก (SME) ในมุมของนักการตลาดดิจิตัล

LINE  มันคือ อัลline   ถ้าถามคนไทยเดี๋ยวนี้แทบไม่มีใครรู้จัก  Application  ตัวนี้ กันแล้ว  ไปไหนทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ตั้งแต่แม่ค้าร้านเล็กๆ จนถึง Corporate ใหญ่ๆ ล้วนใช้ LINE application กันทั้งนั้น ทั้งแค่ เพื่อสื่อสาร เม้าส์มอย เล่นเกมส์แข่งกับเพื่อน  ใช้โทรหากัน หรือ VDO Call ก็ยังได้ แม้แต่การใช้เป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจ  LINE ก็ยังตอบโจทย์ตรงนี้ได้ จึงไม่แปลกใจที่ใครๆ ก็หันมาใช้ LINE กัน ด้วยความนิยมและ อัตราการเติบโตของสมาชิก ที่จนวันนี้ กว่า 400 ล้าน บัญชี  ปัจจุบันผมมองว่า LINE ไม่ใช่ แค่ Chat application อีกต่อไป  มันคือ Social Business Platform  ที่เรียกว่า Platform  เพราะมันมี feature และเครื่องมือต่างๆช่วยให้ธุรกิจสามารถต่อยอดได้มากมาย ซึ่งแน่นอน อยากที่ทราบ ต้นทุนของเข้าใช้ Platform อย่างเต็มรูปแบบนี้ ไม่ถูก ดังนั้น SME หรือ ธุรกิจขนาดเล็ก อาจจะไม่สามารถเข้าถึง feature  ที่ใช้ในเชิง Business ได้อย่างเต็มที่ได้นั่นเอง  อ้างอิงบทความของครูบอย Maximumboy  เรื่องของราคาการเปิดบัญชี  LINE Official account  หรือบัญชีสำหรับ Brand และ ธุรกิจ  นั้นไม่ใช่ถูกๆครับ ระดับ  7 หลัก และไม่ใช่แค่ 7 หลัก ธรรมดา Package ที่คนนิยมใช้กันก็คือเปิด Official account พร้อม Sponsor sticker  ซึ่งราคาแยกเป็น 2 ส่วนดังนี้ครับ ราคาเปิด LINE Official account  ราคา LINE Sponsor Sticker  ซึ่งถ้ารวมๆกันแล้ว เปิด Official Account 1 ปี ปล่อย Sticker สัก 2 ชุด ค่าใช้จ่ายต่ำๆ อยู่ที่ประมาณ 10 -11 ล้าน  เท่านั้น ยังไม่รวม Offline Campaign และ และสื่อ Below the line ที่จะต้องออกมาเพื่อ support อีก ผมเชื่อว่าไม่ต่ำกว่า 5 ล้าน หรือมากกว่านั้น  ตลอดทั้งปี  ดังนั้น LINE  Marketing แบบเต็มรูปแบบจึงเหมาะ สำหรับ Brand ที่มีงบการตลาดระดับปีนึงไม่ต่ำกว่า 20 ล้าน เป็นที่แน่ๆ   และในมุมมองของผม เชื่อว่า ไม่ใช่ว่าธุรกิจจะสามารถทุ่มเงินขนาดนี้แล้วเกิดความคุ้มค่า  Product ที่ เหมาะกับ LINE Marketing ผมยังรู้สึกว่ามันต้องเป็น Retail ที่คนกลุ่มมากสามารถเข้าถึงสินค้าหรือบริการได้  หรือ ใช้เพื่อเปิดตัวสินค้าใหม่ ให้เกิดการรับรู้ สนใจ และจดจำในสินค้าถึงแม้จะมีราคาสูงแต่ก็ยังรู้สึกคุ้มค่าและมีเหตุผลเพียงพอสำหรับการลงทุน ยกตัวอย่างกรณีของ Nissan Juke  และ Yamaha Tricity แล้วในมุมของธุรกิจขนาดเล็ก หรือ SME ล่ะ แน่นอน เงินทุนขนาดนั้นไม่สามารถขอเปิด LINE Official account ได้ หรือหากมีเงินก็ใช่ว่า LINE จะพิจารณาเปิด Official account ให้ทุกรายครับ เข้าใจว่า LINE เองยังมีการพิจารณาความเหมาะสมของ Official account อยู่ในขณะนี้  แต่กระนั้น ก็ใช่ว่า ธุรกิจขนาดเล็ก ไม่สามารถใช้ LINE เพื่อการตลาดได้  ซึ่งจริงๆแล้ว มันก็ใช่ครับ ผมมองว่า LINE  นั้นเป็นแค่ Tools ชนิดหนึ่งของ การทำ Digital marketing integration สำหรับธุรกิจ SME LINE ช่วย SME อย่างไรบ้าง  ด้วย feature ที่ LINE application มีอยู่มากมายที่ช่วยให้เราทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น อย่างเช่น CHAT  =  คุณสามารถใช้ LINE เพื่อสื่อสารกับลูกค้า ส่งภาพสินค้า ถ่ายรูปส่งหากันได้ทันที ผมเชื่อว่าทุกคนทำกันอยู่แล้ว แต่ที่แน่ๆคือตอนนี้ คนที่ทำเว็บไซต์ ไม่มีใครวิ่งหา Online Chat ที่อยู่บนเว็บไซต์กันเลย เพราะด้วยยุค Mobile commerce ทั้งคุณและลูกค้า อยู่บน Mobile Platform กันหมด ดังนั้น Online Chat บนเว็บจึงไม่มี ความจำเป็นอีกต่อไป ถึงมีแล้วก็ไม่มีใครใช้อยู่ดี  LINE จึงตอบโจทย์ข้อนี้ได้ ในยุค Mobile commerce Voice และ Video Call  ในบางกรณี ความสำคัญของบริการหลังการขายเมื่อลูกค้ามีปัญหาภาพถ่ายไม่สามารถสื่อสารกันได้เข้าใจทั้งหมด Video call จึงเป็นอีก 1 feature ที่ช่วยให้คุณเห็นว่าลูกค้าคุณกำลังใช้งานแล้วเกิดปัญหาอะไร อันนี้เหมาะมากกับสินค้าที่ต้องมีความเข้าใจในการใช้งาน เช่นอุปกรณ์ Electronic เป็นต้น LINE Call โทรศัพท์ผ่าน LINE Call  สำหรับการติดต่อธุรกิจทางไกล เช่นโทรเข้าเบอร์ Landline  หรือ เบอร์บ้าน ด้วยค่าบริการราคาที่ถูกมาก เพราะเป็นการโทรผ่าน VOIP  เหมือน skype นั่นแหละครับ  โดยมี Package แบบผ่านบัตรเครดิต หรือ ซื้อ เครดิต ผ่าน LINE Store และยังรองรับหลายประเทศมากๆ ทั้งในกลุ่ม AEC , จีน , อเมริกา , ยุโรป  ที่เราหลายๆคนติดต่อธุรกิจเป็นประจำ แบบนี้ พ่อค้าแม่ค้าที่รับ Pre Order สินค้าสบายแล้ว ราคาค่าบริการ LINE Call Time Line  LINE ปรับตัวเป็น Mobile Social  network มากขึ้น หลังจากเปิดตัว Timeline ขึ้นมา ซึ่งไม่ต่างอะไรจาก Facebook และ Instagram  เลย แต่ซึ่ง SME สามารถใช้ความสามารถและความคุ้นเคยของตัวเองที่เคยขายของบน social network ของตัวเอง ซึ่งส่วนมากกลุ่ม Contact ของเรานอกจากจะเป็นเพื่อนแล้ว ก็ยังมีผู้ที่เราติดต่อหรือทำธุรกิจอยู่ในนั้นด้วย การนำเสนอสินค้า หรือ บริการ หรือ Promotion ใหม่ๆก็จะทำให้ผู้คนที่อยู่ใน Contact ของเรา รับทราบไปด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งเท่าที่เข้าใจคือ ณ. ตอนนี้ LINE ยังไม่มี algorithm โหดๆเหมือน Facebook ที่ทำให้ผู้ติดตามเรามองเห็น Post แค่ 1 %   ดังนั้น เมื่อเราโพสต์ไปโอกาสในการไปปรากฏยังมีมากกว่า  แต่การแค่ Post รูปภาพ หรือ Link Video จาก  Youtube นั้น อาจจะยังไม่ปิดการขายที่ดีเท่าไร  สิ่งที่เราควรทำต่อคือ การสร้าง Digital Integration  ระหว่าง  LINE และ Website  คือการ Post รูปหรือ Status update  พร้อม ลิ้งค์  กลับมาที่เว็บไซต์เรา เพื่อให้ลูกค้าเห็นข้อมูลแบบเต็มๆ หรือ สามารถสั่งซื้อสินค้าระบบตะกร้าเพื่อปิดการขายได้ทันที ประเด็นสำคัญที่ต้องทำให้ได้ก็คือ  1. เว็บไซต์ E-Commerce ของคุณต้องรองรับ Mobile commerce คือการใช้งานบน Mobile Device smartphone หรือ Tablet ได้ 2. ต้องใช้ Short URL เพื่อวัดผล  อย่างการใช้  www.bitly.com  เพื่อย่อ url ยาว ซึ่งนอกจากจะวัดผลได้ว่ามีคน Click แค่ไหน แล้วยังทำให้ข้อความสวยงาม ดูเป็นมืออาชีพมากขึ้นด้วย 3. Call to action  เขียนคำโปรยข้อความให้น่าสนใจ และ อย่าลืม Call to action บางอย่างเช่น Click เลย โทรมาสอบถาม , โทรเลย  เป็นต้น เพื่อให้ลูกค้าคุณ เกิดความเข้าใจว่าถ้าสนใจแล้วควรทำอย่างไรต่อ LINE...

Read More
Anatomy of BKK 1st time โดนคนไทยด่าครั้งแรก ทำไมจึงดัง
Apr10

Anatomy of BKK 1st time โดนคนไทยด่าครั้งแรก ทำไมจึงดัง

ผมเชื่อว่า ณ. เวลานี้ น้อยคนที่ยังไม่ได้ดูคลิป  "โดยคนไทยด่าครั้งแรก"  คลิปที่เปิดตัว Series short film BKK 1st Time  ผมก็ยังเชื่อว่าหลายคนก็ยังไม่รู้ว่านี่คือแผนของการ Promote หนังสือ เล่มหนึ่งอย่างแยบคาย ของคุณ ธนชาติ ศิริภัทราชัย ที่ชื่อ Newyork 1st Time   ด้วยเทคนิคการนำเสนอ และเล่าเรื่องด้วย Content ที่คนไทยเข้าใจง่าย และมีจุด Wow คือฝรั่ง Newyorker ชาวอเมริกัน ที่มี Character สนุกสนานดำเนินเรื่อง จึงทำให้เรารู้สึกสนุกไปกับ VDO Clip Project ชิ้นนี้ Anatomy ของ Viral Content  ที่คนอยากแชร์  มีอะไรบ้าง 1  ตลก ตกเก้าอี้   เอาง่ายๆ คือ ตลกแบบโดนใจสุดๆ 2 แปลก ชวนประหลาดใจ ,ตื่นเต้น หวาดเสียว 3. ลึกซึ้งถึงอารมณ์ส่วนลึกๆ เช่น ชวนประทับใจ , สลดใจ , ซึ้ง เป็นต้น 4. Content ที่ชวนตระหนัก ให้เราหยุดคิด ว่า จริง(เหรอวะ)  ,อ๋ออย่างนี้นี่เอง 5. Sexy  ที่ไม่ใช่โป๊ โจ่งครึ้ม 6. ดราม่า กอสซิป  คอนเท้นต์แบบนี้ ค่อนข้างเสี่ยงที่จะทำแต่คน อยากแชร์ 7. น่ารัก ทำให้ยิ้มได้ 8. มีประโยชน์ เช่น DIY. Tips . How to เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยของการที่ผู้ชม อยากที่จะแชร์ แต่สิ่งที่น่าสนใจของ ไวรัล คอนเท้นต์ มาร์เก็ตติ้ง  เหล่านี้คือ การเล่าเรื่อง (Story telling) และ คุณภาพของงาน production  สำหรับงานของ BKK 1st Time นี้ องค์ประกอบสำคัญการเป็น  Viral คือ  Story telling   ความสนุกของเนื้อหา และความรู้สึกถึงเป็นเรื่อง ใกล้ตัว Wow factor ของ Bkk 1st Time  1. ตัวละครดำเนินเรื่อง คุณลุงฝรั่ง  เนลสัน ฮาวอ์   ถ้าการโปรโมทหนังสือครั้งนี้ ใช้ คนไทยมาเล่าเรื่องเมืองฝรั่ง คงไม่ Wow เท่าไร เพราะความรู้สึกว่า ตัวละคร คือคนไทย ที่ใครๆ ก็เอามานั่งคุยได้  และต้องชมการแสดงที่ดูธรรมชาติมากๆ จนอาจจะรู้สึกได้ว่านี่คือการแสดง  นี่คือเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ 2.  Story  เนื้อหาเล่าถึงชีวิต เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองไทย โดยฝรั่ง ที่เนื้อหาใกล้ชิดกับสิ่งที่คนไทยคุ้นเคยก็คือ การเล่นล้อชื่อพ่อแม่ที่ เด็กๆชอบเล่นกันทั้งนั้น แน่นอน มาอยู่คู่กับเด็กไทยมาช้านาน มันทำให้เราหวนระลึกถึงความหลัง อารมณ์เดียวกับหนังเรื่องแฟนฉัน ที่เอาชีวิตสมัยเรียน มาเล่า ให้เรารุ้สึกใกล้ชิดและคิดถึง ว่าเออใช่ว่ะ แบบนี้เลย กรูก็เป็น คำด่าภาษาไทย ที่เราคุ้นเคย มันดูน่ารักและตลก ขึ้นทันทีที่เรา ได้ยิน เพราะนี่คือ ฝรั่งเป็นคนด่า มันจึงเกิด Wow factor ของความตลกและ ฉงน ว่าฝรั่งรู้จักคำด่าพวกนี้ด้วยเหรอ   ซึ่งแน่นอน ถ้าเป็นคนไทยมาพูดแบบนี้ เราจะรู้สึกคนละขั้วกันเลยทีเดียว เล่นกับความตลกที่เราเองก็ไม่เข้าใจ ว่าเออ จะทำไปเพื่ออะไร อย่าง #เช็ดเป็ด ปกติเราจะกลัวโดนโยนให้เป็ดกินซะมากกว่า  #เช็ดเหรี้ย  เหรี้ยแล้วยังจะไปเช็ดมันอีก  #เช็ดครก ซึ่งมันน่าแปลกใจเหมือนกัน ว่ามันจะเช็ดไปทำไม ไม่กลัวแสบพริกเหรอ  ซึ่งคำพูดเล่นๆพวกนี้ หลายๆคนคุ้นหูกันดี ตั้งแต่สมัยเรียน และยังหาคำตอบไม่ได้ ว่า จะเช็ดไปเพื่อ?   3. Timing   การใช้เวลาในเนื้อหาสั้นๆ ไม่เกิน 5 นาที ช่วยให้เกิด การอยากที่จะแชร์ และ ติดตามได้ดีกว่า Clip แบบยาว ทั้งในเรื่องของเนื้อหาที่ กระชับ จบในตอนเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว อยากที่จะติดตามตอนต่อ รวมถึง ระยะเวลาในการ Load content เพื่อรับชมด้วย เกิดขึ้นได้ง่าย  ดังนั้นถ้าจะทำ Viral Clip ไม่ต้องยาวจะดีกว่า 4. Parody  drive more virality  การถูกทำคลิปล้อเลียน หรือ Parody clip นั้น ช่วยให้เกิด Viral ทางอ้อม เพราะส่วนมากคนอยากกลับมาดู Origial Content มาเป็นอย่างไร ซึ่ง BKK 1st Time นี้ ก็ไม่รอดเพียงไม่กี่วันถูกมือดังอย่างทีมงาน เสือร้องไห้ เจ้าพ่อ Parody Clip เมืองไทยจับไป ทำ Clip ที่เรียกเสียงฮาได้ ไม่แพ้กัน และยังมีอีกหลายคน พยายามทำ Parody Clip แต่ก็ออกแนวแป๊ก ซะเยอะ     Organics Viral Content ของ Bkk 1st Time ส่วนตัวผมชื่นชมไอเดียการวาง Story เล่าเรื่องราวและขมวดกลับไปโยงเนื้อหาของหนังสืออย่างแยบคายในตอนท้ายของคลิป ซึ่งเทปนี้ดูแล้ว เราไม่ได้รู้สึกถึงการยัดเยียดความตลก และ ยัดเยียดการขายของ  ดูแล้วยิ้มได้และอยากที่จะแชร์ให้คนอื่นรับรู้ไปด้วย แน่นอน ถึงเวลานี้ มีแฟนคลับ รอติดตามชมคลิปต่อๆไปแน่นอน ถึงแม้ว่าเค้าจะไม่ได้เป็นแฟนคลับที่ตามไปซื้อหนังสือเล่มนี้ก็ตาม    ...

Read More
จัดการกับ Comment แย่ๆบน Online ได้อย่างไร
Dec19

จัดการกับ Comment แย่ๆบน Online ได้อย่างไร

มีหลากหลายบริษัทที่กลัวกับการแสดงตัว หรือออกตัวว่ามีทีมงานดูแลลูกค้าบน Online เพราะกลัวว่าจะโดนลูกค้าบ่น ตำหนิ หรือ ด่า แล้วกลัวจะเสียหน้า หรือ รับไม่ได้กับการโดน Negative Feeds back อย่าโลกสวยครับ นักการตลาดต้องยอมรับความจริง ไม่มีใครทำ ลูกค้าทุกคนพอใจได้ทั้งหมด ไม่ว่าคุณจะเป็นบริษัทอย่าง Apple ก็ตาม แต่ทุกอย่างมีทางออกและวิธีการบริหารจัดการ ให้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ แบบมืออาชีพ หนึ่งในกระบวนการการจัดการ Crisis management  การที่ลูกค้าไม่พอใจหรือโกรธ หลักๆ มีแค่ 2 อย่างคือ 1. ไม่พอใจในสินค้าหรืือบริการ      2. ไม่พอใจพนักงาน   ดังนั้น อย่างแรกเราควรสอบสวน ค้นหาสาเหตุที่แท้จริงก่อนที่จะเข้าไปจัดการกับปัญหา ว่าลูกค้าไม่พอใจในเรื่องอะไร อย่าใส่อารมณ์และ โวยวาย กับลูกค้าใดๆทั้งสิ้น เพราะนั้นคือการฆ่าตัวเอง และ Business ที่คุณกำลังดูแลทันที สเต๊ปเก๋ๆในการจัดการปัญหาบน Online 1.  Keep calm and smile  ทำจิตใจให้สงบ และ ยิ้มและคิดว่ามันคือเรื่องตลกเข้าไว้  การสงบและสนุกกับปัญหาไว้ก่อน จะช่วยให้คุณมีสติ และ พยายามค้นหาความจริงได้ว่า ปัญหาของลูกค้าที่แท้จริงคืออะไร ที่สำคัญจงใส่หัวใจ และ จิตวิญญาณของตัวทั้งมุมของผู้ให้ บริการ และ หัวใจของลูกค้าลงไปด้วย  บ่อยครั้งที่คุณ พยายามปกป้องธุรกิจที่ดูแลมากจนเกินไป และ ลูกลูกค้าเหล่านี้ว่าเป็นตัวปัญหา จะทำให้คุณพยายามเป็น ศัตรูกับลูกค้ามากกว่าพยายาม จะรักและดูแลเค้า ซึ่งมี กฏข้อนึง จงรู้สึก เจ็บปวด มากกว่าลูกค้า ฟังดู ดราม่า แต่มันต้องรู้สึกแบบนี้จริงๆ 2.  ตอบ Comment, คำถาม  อย่างมืออาชีพ    การตอบ หรือ การให้ ข้อมูล ใดๆบนออนไลน์ พึงระลึกไว้เสมอว่า " แล้วยังไงต่อ"  ง่ายๆคือ นึกถึงผลที่จะตามมา อย่าให้ อารมณ์มาครอบงำ วุฒิภาวะได้   กฏของการตอบข้อคำถามและ ข้อมูลใดๆบนออนไลน์คือ จงตอบ หรือ เข้าไปแสดงว่ารับรู้ แสดงความใส่ใจในปัญหา ในคำถามนั้นๆไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม  การนิ่งเฉย จะยิ่งทำให้เกิด สูญญากาศ ทางความรู้สึกของลูกค้า แน่นอน ลูกค้าจะยิ่งไม่หยุดและจะสุมไฟให้แรงขึ้น อย่าลบ Negative comment ทิ้ง ทันทีที่คุณลบข้อความทิ้ง นั่นคือคุณได้จุดฉนวนระเบิดขึ้นแล้ว และมันจะยากในการควบคุมปรากฏการ Ripple effect Online , Offline , Online    รับเคสออนไลน์ จัดการปัญหา,ค้นหาคำตอบ หาทางแก้ไขให้ จบ ด้วยวิธีการ ออฟไลน์ , แถลงการณ์ว่าจัดการ หรือ แก้ไข เคสนี้เรียบร้อยแล้ว บนออนไล์ ให้กลุ่มสมาชิกคนอื่นได้ รับทราบ  เพราะส่วนมากลูกค้าที่มีปัญหาจะยอมจบ แต่บรรดาไทยมุงที่ ไม่รับรู้การทำงาน มักจะไม่ยอมจบ ต้องไปจัดการให้ทราบด้วย ระดับภาษา และ สำนวนที่ใช้เพื่อการสื่อสารต้อง ไม่ดูก้าวร้าว และ ดื้อดึง หรือ ประชดประชัน ยิ่งไม่ควร   จงใช้สำนวนที่ อ่อนน้อม ถ่อมตน เสมอ ถึงแม้ปปัญหาจะเคลียร์แล้ว หรือ เราไม่ได้เป็นฝ่ายผิดก็ตาม อธิบาย ให้ ข้อมูลอย่างมีหลักการ และ หลักฐานอ้างอิง  บางครั้งการพูดลอยๆ โดยไม่มีข้อมูลที่ อ้างอิง เชื่อถือได้ ก็อาจจะทำให้เกิดกระแส ต่อต้านวงกว้างขึ้น  หากมีข้อมูลที่สามารถนำเสนอได้ ไม่เป็นความลับ จงนำมาอ้างอิง เมื่อปัญหาที่เกิด เกิดจากความผิดพลาดของธุรกิจเราจริง  จงยอมรับข้อผิดพลาด อย่าดื้อรั้น จะเอาชนะ เมื่อรู้ว่าผิดพลาด จงระดมความคิดเพื่อหา ทางออกแนวทางการแก้ปัญหาให้ลูกค้า อย่าได้แค่ยอมรับผิดเพียงอย่างเดียว 3. Consistent monitoring  ติดตามและประเมิน อย่างสม่ำเสมอ  เพื่อเจอปัญหาและแก้ไขไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ก็ยังต้องคอย ติดตามผล ว่าเป็นไปในทางที่ดีขึ้นหรือ แย่ลงกว่าเดิม หรือ มีแนวโน้มจะเกิดปัญหาใหม่ ๆอีก  การเฝ้าติดตาม และ ดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด จะทำให้ตัวเรา สามารถแยกประเภทลูกค้า และ เข้าใจพฤติกรรมของลูกค้ามากขึ้น การได้รับคอมเม้นต์จากลูกค้าถึงแม้จะเป็นด้านลบ มันคือการได้รับคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง คือ คุณได้รับรู้ข้อมูล Insight จากลูกค้าคุณจริง ที่เค้าซื้อและใช้สินค้าคุณจริงๆ มันมีประโยชน์มากกว่าไปเสียเงินทำ Survey ซะด้วยซ้ำ คุณได้แสดงออกถึงความเอาใจใส่ และ ดูแล ลูกค้า ไม่ทอดทิ้งเมื่อมีปัญหา ซึ่งจะช่วยสร้างความพึงพอใจ และเชื่อมั่นต่อลูกค้าในวันนี้ และ ลูกค้าในอนาคตอีกด้วย                           จงรักลูกค้า และ แคร์เหมือนคุณดูแลคนที่คนรัก     คำคมๆโดนใจ ที่ สตีฟจ๊อบส์...

Read More
กฏทองของการตลาดดิจิตัล  content is always king
Nov20

กฏทองของการตลาดดิจิตัล content is always king

มีคนสงสัยกันเสมอ ว่าในยุคนี้ใครๆเค้าก็มี facebook page กัน มี Blog , มี youtube กัน แล้วอะไรคือจุดที่เป็น Touch point ของลูกค้า คำตอบง่ายๆนั่นคือ content นั่นเอง  คอนเท้นต์ หรือ เนื้อหาของสิ่งที่เราจะเผยแพร่สู่กลุ่มลูกค้าหรือ follower ของเรา นั้นเป็นเครื่องบ่งบอกสื่อถึงความเป็น Brand หรือ สินค้าของเราด้วย มีคำพูดเก่าแก่คือ Content is a king แปลได้ว่า คอนเท้นต์คือสิ่งที่สำคัญที่สุด เสมอ จนถึงทุกวันนี้มันก็ ยังคงเป็นเช่นนั้น การทำการตลาดแบบ Content marketing คือ การนำเสนอเนื้อหาที่น่าติดตามน่าสนใจ อยู่ในกระแสที่คนกำลังค้นหาหรือกำลังเป็นที่สนใจอยู่นั่นเอง นักการตลาดอาจจะทำการบ้านหนักหน่อยว่าจะต้องทำอะไรให้น่าสนใจและติดตาม โดยที่ลูกค้าไม่รู้สึกว่าถูกขายของอยู่ด้วย แต่เชื่อมั้ยครับ ว่าถึงแม้จะรู้ว่าเป็นการขายของตรงๆ แต่ถ้าคอนเท้นต์มันดี น่าสนใจ ลูกค้าก็ยังไม่รู้สึกว่าโดนหลอกขายของแต่อย่างไร  แล้วอะไรคือกฏของการสร้าง คอนเท้นต์ดีๆล่ะ กฏของการทำ Content marketing คือ การไม่มีกฏ ครับ แต่ Content marketing ดีๆ มันมีแต่องค์ประกอบของมัน คือ 1 .  ชวนให้ติดตาม  ถ้าประเภทที่ เปิดมาเจอแล้ว ปิด หรือ เปลี่ยนเลย แบบนี้ไม่ใช่แล้ว  ความน่าติดตามล่ะมีอะไรเป็นองค์ประกอบ เนื้อหาสาระกำลังอยู่ในกระแส เนื้อหาสาระที่มีผลต่ออารมณ์ , ความรู้สึกผู้ชม เช่น ตื่นเต้น , ชวนให้ประหลาดใจ , ตลก , ประทับใจ , เศร้า , สนุก , หรือน่ารัก เนื้อหามีความต่อเนื่อง 2.  ทำให้เกิด Action  ได้ แอ๊คชั่นเหล่านี้ อาจจะวัดได้จาก     Social engagement = Like, Tweet, Share , Comment , Embed     Call to action เช่น โทรเข้ามาเพื่อสอบถาม สินค้า หรือ บริการ ยิ่งถ้าเปิด Conversion เป็นยอดขาย นี่สุดยอดมาก     มีส่วนร่วมกับ สิ่งที่คอนเท้นต์ พยายามนำเสนอ เช่น เล่นเกมส์ , Link ไป download App , register  เป็นต้น     นำไปปฏิบัติตาม  หรือ เกิดกระแส ลอกเลียนแบบ  หรือ ล้อเลียน เราเห็นบ่อยๆ ใน youtube ซึ่ง ศัพท์สมัยใหม่อาจจะเรียก cover (ลอกเลียนแบบโด      ดัดแปลงในแบบตัวเอง หรือ parody (ทำเพื่อล้อเลียน) เป็นต้น 3.  Localized  นำเสนอเนื้อหาที่ เหมาะสมกับผู้รับ เช่น  ดัดแปลงเนื้อหาต้นฉบับใหม่โดยใช้เคส หรือ เป็นภาษาไทย  อย่างโฆษณาสินค้าที่เป็น Global ก็จะสร้างหรือซ้อนเนื้อหาโดยใช้คนไทยเข้าไป หรือ แคมเปญ ส่งโค้กให้ เป็นลักษณะ Localized จึงทำให้ audience รู้สึกใกล้ชิดมากขึ้น     4. สร้างความเชื่อถือโดยโปร่งใส   เดี๋ยวนี้คงหมดยุคการสร้าง Viral content แบบหลอกคนดูแล้ว เราจะเห็นกระแสช่วงหลังๆ คนดูเริ่มรู้สึก anti content แบบนี้  เพราะแน่นอนคนดูไม่อยากรู้สึกว่าโดนหลอก  ดังเราจะเห็นหลาายๆเคสที่ พยายามสร้างกระแส viral ให้คนติดตาม ด้านความรุนแรง เช่น ช๊อคแล็ต บาร์ ยี่ห้อหนึ่ง สุดท้ายกลายเป็น Brand crisis เพราะหลอกคนดู ในที่สุด  จำกันได้ใช่มั้ยครับว่ายี่ห้ออะไร 5.  ขายแบบไม่ขาย  คอนเท้นต์ที่คนสนใจ หรืออยากติดตาม ไม่จำเป็นต้องขายของตรงๆ  แต่ด้วยไปด้วยองค์ประกอบของความน่าติดตาม อย่าง Blendtec ก็เป็น เคส Classic  ที่พูดกันมานาน แต่ก็ยังคงใช้ได้อยู่ทุกวันนี้ 6. ต้องเป็นประโยชน์  เนื้อหาที่เป็นประโยชน์ ถึงแม้จะแทรกความมี Brand อยู่ ก็ยังคงเป็นที่สนใจของผู้ชมได้ ยกตัวอย่างพวก Infographic  ต่างๆ ที่เราเห็นกันมากมายปัจจุบัน  เพราะสามารถสรุปให้คนเข้าใจ ข้อมูลยากๆได้ในหน้าเดียว 7.  หัวข้อ หรือ Headline มีความสำคัญมาก ถึงมากที่สุด   บ่อยครั้งที่เราอาจจะเจอ คอนเท้นต์ ไม่ได้โดดเด่นมากนักแต่ตั้งชื่อ น่าสนใจ ก็สามารถดึงให้เราเผลอกดเข้าไปดูได้เหมือนกัน 8. Customized Content เพื่อ search  คอนเท้นต์ที่ดี ต้องออกแบบเพื่อให้ search หาเจอด้วย และเราเจอหลายๆครั้ง  content  เหล่านี้ช่วยให้ผลของ search  engine ของเว็บเรา ดีขึ้นมาก เพราะจาก keyword ที่ซ่อนไว้  , การสร้าง action ให้เกิดขึ้น ภายใน คอนเท้นต์ เช่น คลิ๊ก link หรือ แชร์ ด้วย มันยังคงมีรายละเอียดอีกมากมายเสมือนการสร้างงาน ศิลปะ ที่ไม่มีกฏอะไรที่ตายตัว ขึ้นอยู่กับ ศิลปิน จะค้นหาวิธีและแนวทางการนำเสนอ ลองมาดูเคสของ วงการเพลงอย่างเพลง ของ Bob Dylan " เพลง Like a rolling stone "  music VDO  ที่นำ Interactive เข้ามาสร้างความสนุก และ ชวนให้ผู้ชม เข้ามามี Action engage ร่วมกับเพลง โดยนำรายการที่เป็น รายการทีวี จริงๆ คนจริงๆเข้ามาร่วมถ่ายทอด เนื้อเพลง แน่นอนครับ ผู้ชมจะสนุกกับ content และติดตามฟัง หรือกลับมาเล่นแล้วเล่นอีก จนเพลงติดหูนั่นเอง เป็นการสร้าง Conversion ยอดขายแบบอ้อมๆไปได้ เหมือนกัน  สนุกดี ผมเล่นหลายรอบแล้ว คุณล่ะเล่นกี่รอบ...

Read More