VDO Marketing น่าศึกษาจาก Nuvo love story series
Feb25

VDO Marketing น่าศึกษาจาก Nuvo love story series

ถ้าเอ่ยถึงวง นูโว  วัยรุ่นยุค 90 เรียกว่าไม่มีใครไม่รู้จักแน่นอน มาในวันนี้ผ่านไปกว่า 25 ปี หลายๆบทเพลง ผ่านช่วงเวลาของช่วงชีวิตใครหลายๆคนในวันนั้น  ได้หวนกลับมาให้เราได้รำลึกความหลังอีกครั้งใน Concert  NUVO Love Story  ที่จะมีขึ้นวันที่ 7 และ 8 มีนาคม นี้ Concert NUVO  Love Story  ครั้งนี้เรียกได้ว่า แทบไม่ต้อง PR บัตรก็แทบจะเต็มแล้ว จากเดิมตั้งใจจัดเพียงรอบเดียว ก็มีแถลงข่าวเพิ่มรอบกระทันหัน จากเสียงตอบรับของวัยรุ่นยุค 90 และแฟนๆที่ยังคิดถึงเพลงของนูโว แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการ Promote Concert ครั้งนี้ มีตั้งแต่การ Surprise แฟนๆ ด้วยการเปิด มินิ คอนเสิร์ต กลางถนนสีลม จาก Nuvo เต็มวง   เล่นเอาทั้งถนนสีลมเป็นอัมพาตทั้งบนถนนทั้งบน ทางเท้า แน่นอน กระแส Viral ทั้งบอกกันปากต่อปาก เรียกเพื่อนๆออกมาดู และ บน Social media ก็แชร์กันล้นหลามว่าทำไม จู่ๆ นูโว  ถึงมาเล่นคอนเสิร์ต กลางสีลมแบบนี้ Mini Concert ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การสร้างกระแส Viral บน สื่อ Online เพียงเท่านั้น  แต่มันเป็น 1 ในฉาก ของการถ่ายทำ ภาพยนต์สั้น  NUVO Love Story Signature short film  ที่เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการทำ  Marketing  ของ Concert ครั้งนี้   ที่ผ่านมา เราได้เห็นหลายๆ Brand  ทำ VDO  Marketing   กันมาก็เยอะ แต่สำหรับ Concert เพิ่งจะเห็นงานนี้แหละที่ดู เป็นเรื่องเป็นราว  ส่วนตัวผมเชื่อว่า ทางทีมงาน ไม่ได้ตั้งใจว่า  หนังสั้นชุดนี้ ที่มีด้วยกัน 5 ตอน  จะเป็นเครื่องมือช่วยขายเท่าไร เพราะด้วยพลังและความขลังค์ของความเป็นนูโว ก็เรียกได้ว่ายังคงมีเสน่ห์และแฟนคลับ ติดตามแย่งกันจองบัตรกันล้นหลามแล้ว ดังจะเห็นได้จาก การต้องประกาศเพิ่มรอบแบบกระทันหัน นั่นเอง  แต่แล้วทำไมต้องเป็น VDO Marketing ด้วยล่ะ ? ภาพยนต์สั้น Nuvo love story Signature Short film  นี้ มีด้วยกัน 5 ตอน ที่สร้างสรรค์โดยผู้กำกับที่เรียกว่าหน้าใหม่แต่มากด้วยประสบการณ์อย่างคุณ โดนัท มนัสนันท์   เนื้อหาของภาพยนต์สั้น ชุดนี้ องค์ประกอบหลักคือการ นำเพลง ที่เป็น  Signature  อยู่ในความทรงจำของแฟนเพลง มาถ่ายทอด ร้อยเรียงเป็นเรื่องราว  เพราะกลุ่มเป้าหมายหลักของ ผู้เข้าชม Concert ครั้งนี้ คือหนุ่มสาวยุค 90 ที่เติบโต และ ผ่านเรื่องราวความรัก มาพร้อมกับบทเพลงของ นูโว  นั่นเอง   จาก Infographic นี้  บอกเราว่า  ใน 1 นาที ของ  Video  นั้น แทนคำพูดมากกว่า 1.8 ล้านคำ  การดู Video นั้นช่วยให้ผู้ชมจดจำเรื่องราวและเข้าถึงข้อมูลเพิ่มขึ้นกว่า 95%   (อ้างอิงข้อมูล)    เราจึงได้เห็น Trend ของการทำการตลาดยุคนี้ ใช้ VDO กันมากขึ้น  ที่น่าสนใจคือ เริ่มมีคนสังเกตุได้ว่า บน Facebook เอง  VDO Content  นั้น Organic reach สูงกว่า พวก รูปภาพไปแล้ว    อ้างอิงจากข้อมูลของ  PRDaily.com    Clip VDO ถ้าเราอัพโหลดขึ้นไปตรงๆบน Facebook จะมี Reach อยู่ที่ 8.71% แต่ถ้าเอาลิ้งค์จากที่อื่นมาแชร์ จะเหลือ 5.29% เท่่านั้น  ส่วนรูปภาพนั้น จะอยู่แค่ 3.73 %  เอ๊ะ หรือนี่คือ สัญญาณที่บ่งบอกว่า  Facebook ต้องการกระตุ้นให้เรา ทำ VDO Content  มากขึ้นด้วย เพราะ กำลังจะเปิดตัว Facebook vdo Channel ใหม่ที่พร้อมชนกับ Youtube     นักการตลาดอย่างเราจึงแปลได้ว่า การทำ VDO Marketing  นั้นจะกลายเป็นอีกเครื่องมือที่ มองข้ามไปไม่ได้ เพราะปัจจุบัน ผู้ชมสามารถคลิ๊กชม  VDO  กันมากขึ้น เพราะ infrastructure มันดีขึ้น 3G, 4G  มันเข้าถึง User ทั่วไปง่ายขึ้น การชม VDO จึงไม่จำเป็นต้องนั่งหน้า คอมพิวเตอร์อีกต่อไป  และตัวเลขการรับชม VDO  บน Facebook ผ่านมือถือก็มีสูงถึง 65% ทีเดียว  นักการตลาดจึงต้องชั่งใจดูว่าสมควรใช้ VDO  Marketing หรือไม่ เพราะค่า Production  นั้น ถือว่าสูงกว่าเครื่องมืออื่นๆทีเดียว กลับมาที่ Nuvo Love story  Signature Short Film  ได้ Media Partner อย่าง Sanook.com  ช่วยในการ เผยแพร่เนื้อหา ซึ่งแน่นอน จะช่วยกระจายเนื้อหาไปยังกลุ่มเป้าหมายในวงกว้างได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจาก Page view ของ Sanook เองจะเยอะแล้ว แต่ละ Social media ของ Sanook นั้นก็สามารถ Reach ได้ สูงเช่นกัน จึงทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ใช่ ในวงกว้างด้วย  ซึ่งอันนี้สำคัญมาก ถ้า Content ดี แต่ไม่มีช่องทางที่ดี ก็เสียโอกาสในการนำเสนอไปเลยทีเดียว   ถึงแม้จะไม่ใช่เครื่องมือช่วยขายหลัก  แต่การร้อยเรียงเรื่องราวผ่านบทเพลงของ นูโว ช่วยให้ผู้ที่เคยมีความทรงจำในช่วงชีวิต และ ผู้ที่กำลังมีความรักที่ได้รับชม เกิดความรู้สึก เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวนี้ และ เชื่อมโยงไปสู่เนื้อหาในบทเพลงของนูโว ทำให้เกิดความรู้สึก อยากที่จะเข้าไปชม คอนเสิร์ตของนูโว ครั้งนี้ด้วยก็อาจจะเป็นไปได้   ถ้าใครอยากไปเป็นส่วนหนึ่งของการ ฉลอง 25 ปีนูโว  จองบัตรได้ทาง Thai ticket Major  ที่นี่เลยครับ  บทสรุป   การใช้ Video  Marketing นั้น  นักการตลาดควรเข้าใจว่า ช่วยถ่ายทอดเนื้อหาให้เกิดความเข้าใจได้ครบถ้วนมากภาพเพียงภาพเดียว ช่วยกระตุ้นอารมณ์ ความรู้สึกของผู้ชม ได้ลึกซึ้งมากขึ้น Algorithm ของ Facebook  ให้ความสำคัญกับ VDO Content มากกว่ารูปภาพ และ Text ไม่จำเป็นต้องทำ Clip ยาวๆ ผู้ชมนิยมดูอะไรสั้นๆมากกว่า ถ้าเนื้อหายาว ให้แบ่งเรื่องเป็นตอนๆ ไม่ควรเกิน 5 นาที ต่อ 1 Clip ปัจจุบันมีคนชม VDO ผ่าน Mobile device มากกว่าบน Desktop  เนื่องด้วยการเข้ามาของ 3G และ 4G การทำ VDO Marketing  นั้นมีค่าใช้จ่ายสูงมากกว่าการใช้เครื่องมืออื่นๆอยู่มาก กำหนดของวัตถุประสงค์ของงานให้ชัดเจน  เพื่อการตั้ง KPI ให้บรรลุเป้าหมาย VDO Content ถึงดีแค่ไหน Media Channel  ก็สำคัญไม่แพ้กันต้องพิจารณาเลือกช่องทางในการเผยแพร่ที่ดีด้วยเช่นกัน สำหรับ Nuvo Love Story Signature short film   Series ชุดนี้ เผยแพร่ทุกวันจันทร์ของสัปดาห์ จนถึงงาน Concert จบพอดี สำหรับใครที่คิดถึง เพลงรักเพราะๆ ของนูโว ร่วมชมและรำลึกความทรงจำช่วงเวลาอินเลิฟ กันได้ที่  Sanook.com  เลยครับ  และเจอกันที่งาน Concert นูโวนะครับ  ครั้งนี้ผมไม่พลาดชัวร์ จองบัตรเรียบร้อยแล้ว ...

Read More
LINE Official account และ Sticker 7 ล้าน แพงจริงหรือเปล่า ?
Dec17

LINE Official account และ Sticker 7 ล้าน แพงจริงหรือเปล่า ?

  กระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ถึงการประกาศมอบของขวัญปีใหม่จากกระทรวงไอซีที ที่จะกลายเป็นกระทรวงดิจิตัล ในไม่ช้า ในการแจก LINE sticker  ค่านิยม 12 ประการ เพื่อเผยแพร่แนวคิดที่ปลูกฝังค่านิยมให้คนไทยมีความเป็นไทยมากขึ้น  สิ่งที่กลายเป็นประเด็นก็คือ เอกสารราคาการจัดซื้อจัดจ้างที่เปิดเผยออกมาสู่สาธารณะนั้นเป็นตัวเลขถึง 7.1 ล้านบาท  ซึ่งทำให้หลายคนตกใจหรือไม่ไว้วางใจต่อการจัดจ้างครั้งนี้และมองว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระแน่ๆที่ใช้เงินขนาดนี้ มองในมุมการตลาด ทำไมกระทรวง ไอซีที  ถึงเลือกใช้ LINE  ในการเป็นสื่อครั้งนี้ ถ้าหากเรามามองถึงเรื่องของสถิติจำนวนผู้ใช้ LINE ในประเทศไทย ขณะนี้อยู่ที่ ประมาณ 33 ล้านคน   หรือประมาณ 53 % ของประชากรในประเทศ อันนี้เป็นตัวเลขที่ LINE แจ้งมาล่าสุดเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย และที่สำคัญ LINE นับจาก Active User  ครับ  LINE ปัจจุบันกลายเป็น App สามัญประจำเครื่องไปซะแล้ว เรียกได้ว่ามันกลายเป็นเครื่องมือที่สามารถเข้าถึงคนได้ในวงกว้าง และเกือบทุกระดับ จึงไม่แปลกใจที่กระทรวง ไอซีที จะมองว่านี่คือ ช่องทางในการสื่อสารกับคนในทุกรุ่น ทุกวัย เนื่องจาก LINE  มี Feature สำหรับใช้ในเชิงการตลาด อย่างบริการ Official account ที่เป็นบริการที่ให้ Brand หรือ องค์กร ใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย  แต่แน่นอน ทำอย่างไรที่จะให้คนเข้ามาติดตาม Official account เหล่านี้ มันจึงต้องใช้เครื่องมือที่เป็น Incentive  base จูงใจอย่าง Sticker หรือ Gift ต่างๆมาล่อเพื่อให้ติดตาม account เหล่านี้  ถ้าหากถามว่า 7.1 ล้านที่จัดซื้อจัดจ้างครั้งนี้แพงมั้ย ลองเปรียบเทียบราคา ดูครับ   ราคา Official account นั้นจริงๆมีหลายแบบแต่เลือกแบบ Standard มาให้ดู ซึ่งแบบ Standard  นี้สามารถสื่อสารกับผู้ติดตามได้ ด้วยสื่อแบบต่างๆ ทั้งรูปภาพ , ข้อความและ VDO   ซึ่งราคานั้น จะแตกต่างกันตามระยะเวลาของการเป็น LINE Official account เริ่มต้นที่ 1 เดือน  1.29 ล้าน จน ถึง 12 เดือน ที่ 3.24 ล้าน โดยประมาณ  ซึ่งเฉลี่ย  Official account โดยทั่วไป มีคนติดตามอยู่ประมาณ 6-7 ล้านคน แต่อย่างที่บอกการที่จะทำให้มีคนติดตาม Official Account นั้น ก็ต้องมีของมาล่อ กระแสการทำ LINE Sticker จึงเป็นสิ่งที่หลายๆ Brand เลือกที่จะนำมาใช้ เนื่องด้วย Sticker ต่างๆแฝงไปด้วยความน่ารัก และ ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกแทนคำพูดได้ และยังแทรกความเป็น Brand ลงไปได้อย่างไม่ขัดใจผู้ใช้งานมากนัก  ยิ่งการมาของ LINE Sticker creater นั้น ยิ่งทำให้การใช้ LINE Sticker มีความนิยมกันมากขึ้น ซึ่งราคาของการทำ Sponsor Sticker ที่มาจาก Official Account ต่างๆนั้น มีประมาณนี้ครับ    Sponsor Sticker ใน 1 Set นั้น มีอายุโหลดได้ภายใน 1 เดือนหลัง Public แต่มีอายุให้ใช้งานได้ 3 เดือน ราคาเริ่มต้นนั้น อยู่ที่ 3.5 ล้าน ราคานี้คือราคาที่เรา จ้าง Creative Graphic designer ของเราเองทำทั้งหมด ส่วนถ้า มีตัวละครอยู่แล้ว แต่ให้นักวาดการ์ตูนของทาง LINE วาดให้ จะอยู่ที่ 3.8 ล้าน และถ้าให้ LINE จัดการให้ทั้งหมดเลย จะอยู่ที่ 4 ล้านครับ  ซึ่งนักวาดของทาง LINE จะเป็นชาวญี่ปุ่นครับ  สถิติ Block rate ในประเทศไทย LINE เปิดเผยว่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 50% นะครับ คือ Block official account ทันทีหลังโหลด Sticker จากกระแสข่าวของการทำ LINE Sticker  เพื่อเผยแพร่ค่านิยม 12 ประการครั้งนี้ ส่วนตัวผมคิดว่า ไม่แพงหรอกครับ (แต่ยังไม่ทราบรายละเอียดว่า มี Feature หรือ Service อะไรบ้าง เพราะแหล่งข่าวไม่ได้เปิดเผย)  แต่สิ่งที่ต้องหันกลับมามองกันต่อว่า หากกระทรวง ไอซีที นั้นต้องการเผยแพร่ค่านิยม 12 ประการ ผ่านสื่อที่เชื่อว่าเข้าถึงคนรุ้่นใหม่ และ ทำให้คนมองว่ากระทรวงไอซีที นั้นทันสมัยนิยม เป็นสิ่งที่เหมาะสมหรือเปล่า ข้อความที่จะสื่อสารใน Official Account จะเป็นอย่างไร คุ้มค่ากับการนำงบประมาณจากภาษีของประชาชน มาใช้หรือไม่ หัวใจสำคัญมันไม่ได้อยู่ที่ Sticker หากแต่อยู่ที่สาร ที่จะเผยแพร่และปลูกฝังค่านิยมอันดีนี้ ได้อย่างมีประสิทธิผลที่สุด   ขอบคุณข้อมูลจาก LINE ในงาน LINE Open house  เมื่อเเดือนพฤศจิกายน...

Read More
รู้จักและเข้าใจการบริหารพนักงาน Gen Z จากงาน Unboxing Gen Z โดย Adecco Thailand
Oct17

รู้จักและเข้าใจการบริหารพนักงาน Gen Z จากงาน Unboxing Gen Z โดย Adecco Thailand

ใครหลายๆคนที่มีโอกาสได้คุยได้ทำงาน หรือสัมภาษณ์น้องๆที่เพิ่งจบใหม่ๆ หรือที่เราเรียกกันว่า เด็กยุค Gen Z แล้ว บางครั้งอาจจะปวดหัวหรือไม่ค่อยเข้าใจคนกลุ่มนี้มากนักเท่าไร จนอาจจะคิดไปว่าเด็กสมัยนี้มันช่างคิดอะไรไม่ได้เรื่อง หรือ ความสำรวมคารวะ ซึ่งจริงๆแล้ว หากเราลองมอง ลองทำความเข้าใจเด็กกลุ่ม Gen  Z นี้แล้วล่ะก็จะสัมผัสได้ว่าคนกลุ่มนี้ เค้ามีอะไรดีๆในตัวอยู่มากทำอย่างไรที่องค์กร จะดึงศักยภาพของแรงงานกลุ่ม Gen Z นั้นออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผมได้มีโอกาสไปร่วมงาน Unboxing Gen Z The workforce of The Future in Thailand  จัดขึ้นโดย Adecco Thailand  ซึ่งเป็นงานประจำปีที่ทาง Adecco จะเชิญกลุ่มลูกค้ามาร่วมพบปะพบเจอกัน งานนี้มีแต่ HR Professional ทั้งนั้นนักการตลาดอย่างผมไปจะเข้าใจมั้ย แต่เมื่อได้ฟังก็รู้เลยว่า ทุกคนควรจะฟังงานนี้และทำความเข้าใจ เพื่อที่จะรับมือกับแรงงานคลื่นลูกใหม่หลังจากวันนี้ มาทำความรู้จักกับกลุ่ม Gen Z กันก่อน   กลุ่ม Gen Z  นั้น หากจะนับง่ายๆคือเด็กที่เกิดหลังจากปี 1995  เป็นต้นมา หรือประมาณปี 2538  หากเทียบ ณ เวลานี้ ก็ใกล้ที่จะประมาณอายุ 20 ปีแล้ว ซึ่งมองกันว่าอีกไม่เกิน 2 ปี จบมหาวิทยาลัย ก็เริ่มเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างเต็มตัว  เด็กกลุ่มนี้ ชอบอะไร มีพฤติกรรมอย่างไรล่ะ Digital Native  เด็กกลุ่มนี้คล้ายกับ Gen Y  คือ เกิดมาโตมาพร้อมกับ Technology ,internet ,Smartphone ,Tablet   เด็กกลุ่ม Gen Z ใจร้อนขึ้น มากตามยุค 4G ชอบอะไรที่ Short cut  Process มากๆ อย่าได้หวังว่าจะถูกใจ หลายคนมองว่า Gen Z นั้นเห็นแก่ตัว นึกถึงตัวเองก่อน  Selfie and Selfish  ส่วนตัวผมมองว่าค่อนข้างจริง เค้าต้องการการยอมรับ จากสังคม ดังจะเห็นว่า เด็กกลุ่มนี้มีความกล้าแสดงออก ชอบโชว์ มีความมั่นใจสูง ชีวิตวนเวียนอยู่บน Social network จนโลกเสมือนผสานเป็นหนึ่งเดียวกับโลกความเป็นจริง มองว่าโลกออนไลน์และโลกจริงๆคือสิ่งเดียวกัน  นั่นเป็นสาเหตุที่ทำไม ไม่ว่าจะดีใจ เสียใจ โมโห เค้าถึงระบายทุกอย่างบน Social network  และไม่ค่อยสนใจ Digital footprint  ซึ่งผมมองว่าจุดนี้อันตรายมากๆ  และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่เริ่มมองเห็นได้คือ ทักษะการสื่อสารในชีวิตจริง แย่ลง มากๆ Gen Z ถูกเรียกอีกชื่อว่า Gen Why  เพราะด้วยความช่างสงสัยว่า ทำไมต้องเป็นแบบนี้ ทำไมต้องทำแบบโน้น แบบนี้ไม่ดีกว่าเหรอ  จุดนี้เองทำให้ผู้ใหญ่ อย่างกลุ่ม Traditionalist หรือ Baby boomer  เข้าใจว่าชอบเถียง และไม่เชื่อฟังไม่เคารพกล้าที่จะทำตัวแปลกแยก ทำให้เกิดช่องว่าง สูญญากาศ ของวัย  Gen Z ในประเทศไทยตอนนี้ 97% ยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย และมีเพียง 2 % ที่ทำงานเวลา หากลองนั่งวิเคราะห์ลักษณะ ของเด็ก Gen Z แล้ว หลายๆคนอาจจะคิดว่า มันก็ไม่ต่างอะไรกับ Gen Y นี่นา ใช่ครับ จะว่าไปค่อนข้างใกล้เคียงจนเราอาจจะไม่รู้สึกว่าต่างกัน แต่คุณหมอ  อาจารย์แพทย์หญิง จิราภรณ์ อรุณากูร ได้ช่วยวิเคราะห์ได้น่าสนใจว่า กลุ่ม Gen Z นี้จะชอบมองอะไรที่ Realistic กว่า มองความเป็นไปได้สูงกว่า กลุ่ม Gen Y อ่าวแปลเป็นบ้านๆว่า กลุ่ม Gen Y นั้น เป็นนักฝัน ชอบมโนมากกว่านั่นเอง  ไม่แปลกครับ เราได้เห็น ธุรกิจใหม่ๆ ที่เด็ก Gen Y สร้างขึ้นมาประสบความสำเร็จเป็น วัยรุ่นพันล้าน มากมายที่ผ่านมา ตรงกับข้อมูลตรงนี้มากๆ   แต่ข้อมูลนึงที่ผมแปลกใจ จาก Survey  ของทาง Adecco แสดงให้เห็นว่าเด็ก Gen Z หันกลับมาอยากทำงานในองค์กรใหญ่ๆ กันมากขึ้น ต่างจาก Gen Y สิ้นเชิงที่อยากทำธุรกิจ Startup ของตัวเอง  โดยเฉพาะ องค์กรของรัฐบาล   แล้วองค์กรจะปรับตัว  Multi Generation  Organization ยังไงล่ะ  องค์กรใหญ่อย่าง Dtac ที่มีพนักงาน กว่า 4000 คน 48%คือกลุ่ม Gen X (เหมือนผม) และ Gen Y 15%   ถ้าจะมองไป Dtac คือองค์กรที่ดูมีความทันสมัย คน Gen Y และ Z ให้ความสนใจอยากร่วมงานด้วย องค์กรเองก็มีการปรับตัว เพืื่อลดความต่างของช่วงวัย โดยการสร้าง Fun Corporate Culture ให้ชีวิตการทำงานมีแต่เรื่องสนุก และ ตอบรับคนรุ่นใหม่ให้ร่วมนำเสนอแนวคิดในการพัฒนาองค์กร  มีมุมมองนึงที่น่าสนใจคือ Gen Z เค้าไม่ได้ต้องการหัวหน้าสั่งลูกน้อง แต่ต้องการ iDol ในการทำงาน  ดังนั้นถ้าอยากใช้งานคนกลุ่มนี้ ระบบพี่เลี้ยงสำคัญมากทำให้เค้าเห็นและยอมรับ จะช่วยให้การทำงานราบรื่นกว่าการสั่งแบบหัวหน้าลูกน้อง  และ ลดช่องว่างของระดับตำแหน่งการทำงานโดยการสร้าง LINE กรุ๊ปให้สื่อสารกัน ในมุมของ SCG องค์กรเก่าแก่คู่เมืองไทยมา 100 ปีแน่นอน ผ่านมาตั้งแต่ Traditional จนถึง Gen Y ได้มองเห็นว่า ปัจจุบันบริษัทไม่ใช่ผู้ถูกเลือกอีกต่อไป  Candidate ต่างหากที่เลือกว่าอยากทำงานในองค์กรนั้นๆได้มั้ย  และทำอย่างไรให้คนเก่งๆอยู่กับองค์กร นานที่สุด มีการทำ Exit interview เพื่อเก็บข้อมูล เหตุผลอันดับต้นๆที่คนออกจากงานคือ ไม่ชอบเนื้องาน จึงต้องการมาให้ความสำคัญตั้งแต่กระบวนการ interview recruit เลยทีเดียว  เด็กรุ่นตั้งแต่ Gen Y และ Gen Z นั้นมองในเรื่องของลักษณะการทำงาน Work life balance การทำงานต้องสนุก เหมือนกับการทำ Hobby เลยทีเดียว เมื่อเลือกคนไม่ตรงกับเนื้องาน ก็อาจจะทำให้เสียเวลาทั้งองค์กร และ Candidate นั่นเอง เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้ว การทำงานร่วมกันในองค์กร จะราบรื่นมากขึ้น ผู้ใหญ่หัวหน้ารุ่น Baby boomer หรือ Gen X  ถ้าคุณเข้าใจพฤติกรรม รู้จักวิธีเข้าถึงหัวใจเด็กรุ่นใหม่ๆแล้ว ไม่ยากที่จะทำงานร่วมกันให้บรรลุเป้าหลายของ องค์กร  หมดยุคแล้วที่คุณจะมองหาและให้รางวัลพนักงานที่ไม่เคยลา ไม่เคยสาย  เด็กรุ่นใหม่ๆมองที่ Result  ของการทำงาน ตั้งเป้าหมาย และไปให้ถึงตาม Plan ไม่ว่าจะวีธีใด แล้วมาวัดผลกัน  เหล่านี้คือการบริหารคนให้ทำงานอย่างมีเป้าหมายและความสุขในองค์กร แบบ Multi...

Read More
ทำไม Content Marketing  จึงสำคัญในการตลาดดิจิตัล
Apr22

ทำไม Content Marketing จึงสำคัญในการตลาดดิจิตัล

ใน Traditional marketing ใครยึดหน้าสื่อ ยึดเวลาบนทีวีได้นั้นคือผู้ครองอำนาจ แต่ในมุมของ Digital marketing ใครยึดพื้นที่บน Google ได้นั้นคือผู้ครองอำนาจบน ออนไลน์  แต่ใครที่สามารถครองและยึดพื้นที่ได้ทั้งบน Offline และ  Online นั้นคือผู้ชนะอย่างแท้จริง นี่คือการตลาดแบบผสมผสาน ที่ Content marketing  จะช่วยเชื่อมโยง และ ต่อยอด ของ Campaign marketing ระหว่าง Online และ Offline เข้าด้วยกัน ด้วยพฤติกรรม ของ Prosumers  หรือผู้บริโภคยุคใหม่ที่หาข้อมูลเชิงรุกมากขึ้น การเข้าถึงข้อมูลของสิ่งที่กำลังสนใจ กำลังต้องการ โดยการค้นหาบน Internet  และแน่นอนที่แรกที่จะเข้าไปนั่นคือ Google ผมเชื่อว่าคนไทยยังไม่ค้นหาตรงๆจากใน Pantip  หรือ Facebook สักเท่าไร   นี่คือสิ่งที่ Google พยายามให้ทุกคนพยายามใส่ใจกับ ZMOT หรือ  Zero Moment Of  Truth  หรือ จุดที่ผู้บริโภคกำลังจะตัดสินใจว่าจะเข้าไปทดลอง หรือเข้าไปที่จุดขาย เพื่อมีประสบการณ์ ทดลองกับสินค้า หรือ แบรนด์นั้นๆ หรือไม่  ดังนั้น Content Marketing  จึงตอบโจทย์ของการทำ ZMOT นี่เอง     อะไร คือสิ่งที่ลูกค้าค้นหา ?  พฤติกรรมของลูกค้า ไม่ได้หาแต่บทความ การทำ Content marketing ควรครอบคลุมทุกองศา ดักทาง ดักความต้องการ ของลูกค้า  ไม่ว่าจะเป็น บทความวิชาการ , Blog content , รูปภาพ , Video รีวิว , กระทู้  , Q&A   ซึ่งแต่ละเครื่องมือมีหน้าที่ของมัน แต่จุดเด่นที่ต่างการ   อย่างเช่น บทความวิชาการ เป็นเรื่องข้อมูลข้อเท็จจริง เป็น Fact ที่สร้างความน่าเชื่อถือ อาจจะอยู่บทเว็บไซต์ของเราเอง หรือ Wiki ได้เช่นกัน Blog post  เป็น  Influences เพิ่มความรู้สึกในการตัดสินใจอยากใช้ อยากลองสินค้า Video review  ช่วยในความเข้าใจ ในสิ่งที่ซับซ้อน และ กระตุ้น ความรู้สึกได้มากเพราะได้เห็นวิธีการ และ การใช้งานจริงของสินค้า กระทู้ เป็น เสียงจากลูกค้าด้วยกันเอง จึงทำให้ลูกค้ารู้สึกสบายใจที่จะเข้ามาแลกเปลี่ยนข้อเท็จจริงกับผู้ใช้งานด้วยกัน Q&A  อย่าง guru.google , Yahoo answer , Quara  แต่จุดที่สำคัญคือ Targeting Keywords  ทุกๆ Content Network ที่แบรนด์ สร้างขึ้นมานั้นจะต้องมีองค์ประกอป ของ คีเวิร์ด  หรือ คำค้นหาหลักๆ ที่แบรนด์ หรือ สินค้านั้นๆจะกำหนดขึ้น มา  เพราะไม่ว่า ลูกค้าจะ Search แบบไหน ก็พบเนื้อหา ที่คุณสร้างขึ้นมาดัก แทบทั้งนั้น เทคนิคการสร้าง Keywords  ค้นหา  ผมและคุณอาจจะไม่ใช่เทพด้าน SEO  แต่เราเป็น Prosumers  นักการตลาดที่ดี ต้องคิดแบบลูกค้า หรือ ตำรวจที่เก่ง ก็ต้องคิดแบบโจร  อย่างไรอย่างนั้น กันทีเดียว  แล้วลูกค้าคิดอย่างไร ง่ายสุดคือ มองตัวเอง เวลาคุณต้องการซื้ออะไรสักชิ้นนึง คุณกำลังหาข้อมูลแบบไหน  Keywords  แบบ Branding  ตรงๆ ส่วนใหญ่ ไม่ค่อยต่าง คนค้นหาชื่อ Brands ยังไงก็เจออยู่แล้ว  แต่อาจจะลองคิดถึง คีเวิร์ด ที่เชื่อมโยง เกี่ยวเนื่องกัน เช่น Promotion , ราคา , ปัญหาของคนที่ใช้ สินค้านั้นๆ , ประโยชน์ของสินค้า หรือ ส่วนประกอบของสินค้า นั้นๆ เป็นต้น เพื่อเป็นการดักทางของ คนที่กำลังค้นหา มากกว่า ชื่อ Brand  การทำ SEO  Content  ผมไม่นิยมการดักชื่อคู่แข่ง ซะเท่าไร แต่ก็สามารถทำได้ ถ้าคิดว่าของเรามีจุดดี ที่แตกต่าง และ เหนือการคู่แข่ง ก็เป็นการชี้นำความสนใจ Offline and Online Integration การสร้าง Campaign แบบผสมผสาน คือเป้าหมายสำคัญของการทำการตลาดสำหรับ brand  เนื่องด้วยสื่อ Traditional นั้น มีราคาแพง , มีพื้นที่จำกัด และหากพยายามยัดเยียด ข้อมูลลงไปมากๆ ความสวยงามก็ไม่บังเกิด ดังนั้นการออกแบบสื่อ ควรมี Keyword ให้คนที่ดูสามารถไปค้นหาข้อมูลต่อได้  ส่วนตัวผมยังเชื่อว่าการพยายาม Promote Keywords ให้ชัดเจนยังน่าจะได้ผลดีมากกว่าการใช้ QR Code เพื่อให้เกิด การ Conversion ไปที่ content เป้าหมายของเราบนออนไลน์เสียอีก อย่าลืมว่าลูกค้ายุคใหม่ใช้ Mobile ในการเข้าถึง Content อยู่แล้ว  ดังนั้น อย่าลืมดูว่า Content ของเรา ออกแบบมาให้รองรับ Mobile search ด้วยหรือไม่ เมื่อคุณพยายามออกแบบคำค้นหาและ Promote keyword นั้นแล้ว จงมั่นใจว่า คุณสร้าง Content และ Promote Content นั้นมากพอที่จะรองรับผล Search  มีคำกล่าวไว้ว่า ชะตาชีวิตของ Brand ถูกตัดสินที่ หน้าแรก Google  ถ้าไม่ติดก็จบเห่ แต่อันดับที่มีผลที่ดีคือ 1-5  นะครับ ต้องพยายามทำให้ได้ บังเอิญว่าผม ได้เห็น Ads ตัวนึงบน BTS  ซึ่งสะดุดตา ในความขาวววววว ของน้องใหม่ ดาวิกา  จนแทบจะลืมสนใจไปเลยว่าคือสินค้าอะไร แต่มาสะดุดตอนท้าย ที่มี Keyword คำนึงว่า ไลโคปีน   ชื่อ มันสะดุดหู และ ภาพที่ ชี้นำให้เราเข้าไปค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม  จึงเข้าใจว่า คำนี้แหละ คือ Keyword ที่สินค้านี้ พยายามเน้น   จึงพยายาม search คีเวิร์ดนี้ แต่สิ่งที่เจอ คือ ไม่เจอ Content  ของ Brand นี้เลย กลายเป็นเจอ Content ที่ขายสินค้าที่มีส่วนผสมของ ไลโคปีน  ยี่ห้ออื่น เต็มไปหมด     ทั้งบน Mobile และ Desktop search  ก็ให้ผลแบบเดียวกัน   ดังนั้น ลงโฆษณา และ Promote  keyword แบบนี้ ถือว่าช่วย โฆษณา  keyword ให้คู่แข่งทางอ้อม ไปเลยทีเดียว   แปลได้ว่า  Brand ต้องสร้าง Content network เพื่อรองรับ ผล Search ของ promote keyword ให้มากกว่านี้ และ พยายามดัน ให้ติด Search ranking ให้ได้ด้วย การยึดพื้นที่บน Google ด้วยการสร้าง Content network ขึ้นมารองรับ การค้นหา และ Keyword ที่โปรโมท จึงเป็นสิ่งที่ Brand ต้องให้ความสำคัญ Content Marketing  ในการทำ Digital marketing...

Read More
Line Marketing สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก (SME) ในมุมของนักการตลาดดิจิตัล
Apr11

Line Marketing สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก (SME) ในมุมของนักการตลาดดิจิตัล

LINE  มันคือ อัลline   ถ้าถามคนไทยเดี๋ยวนี้แทบไม่มีใครรู้จัก  Application  ตัวนี้ กันแล้ว  ไปไหนทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ตั้งแต่แม่ค้าร้านเล็กๆ จนถึง Corporate ใหญ่ๆ ล้วนใช้ LINE application กันทั้งนั้น ทั้งแค่ เพื่อสื่อสาร เม้าส์มอย เล่นเกมส์แข่งกับเพื่อน  ใช้โทรหากัน หรือ VDO Call ก็ยังได้ แม้แต่การใช้เป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจ  LINE ก็ยังตอบโจทย์ตรงนี้ได้ จึงไม่แปลกใจที่ใครๆ ก็หันมาใช้ LINE กัน ด้วยความนิยมและ อัตราการเติบโตของสมาชิก ที่จนวันนี้ กว่า 400 ล้าน บัญชี  ปัจจุบันผมมองว่า LINE ไม่ใช่ แค่ Chat application อีกต่อไป  มันคือ Social Business Platform  ที่เรียกว่า Platform  เพราะมันมี feature และเครื่องมือต่างๆช่วยให้ธุรกิจสามารถต่อยอดได้มากมาย ซึ่งแน่นอน อยากที่ทราบ ต้นทุนของเข้าใช้ Platform อย่างเต็มรูปแบบนี้ ไม่ถูก ดังนั้น SME หรือ ธุรกิจขนาดเล็ก อาจจะไม่สามารถเข้าถึง feature  ที่ใช้ในเชิง Business ได้อย่างเต็มที่ได้นั่นเอง  อ้างอิงบทความของครูบอย Maximumboy  เรื่องของราคาการเปิดบัญชี  LINE Official account  หรือบัญชีสำหรับ Brand และ ธุรกิจ  นั้นไม่ใช่ถูกๆครับ ระดับ  7 หลัก และไม่ใช่แค่ 7 หลัก ธรรมดา Package ที่คนนิยมใช้กันก็คือเปิด Official account พร้อม Sponsor sticker  ซึ่งราคาแยกเป็น 2 ส่วนดังนี้ครับ ราคาเปิด LINE Official account  ราคา LINE Sponsor Sticker  ซึ่งถ้ารวมๆกันแล้ว เปิด Official Account 1 ปี ปล่อย Sticker สัก 2 ชุด ค่าใช้จ่ายต่ำๆ อยู่ที่ประมาณ 10 -11 ล้าน  เท่านั้น ยังไม่รวม Offline Campaign และ และสื่อ Below the line ที่จะต้องออกมาเพื่อ support อีก ผมเชื่อว่าไม่ต่ำกว่า 5 ล้าน หรือมากกว่านั้น  ตลอดทั้งปี  ดังนั้น LINE  Marketing แบบเต็มรูปแบบจึงเหมาะ สำหรับ Brand ที่มีงบการตลาดระดับปีนึงไม่ต่ำกว่า 20 ล้าน เป็นที่แน่ๆ   และในมุมมองของผม เชื่อว่า ไม่ใช่ว่าธุรกิจจะสามารถทุ่มเงินขนาดนี้แล้วเกิดความคุ้มค่า  Product ที่ เหมาะกับ LINE Marketing ผมยังรู้สึกว่ามันต้องเป็น Retail ที่คนกลุ่มมากสามารถเข้าถึงสินค้าหรือบริการได้  หรือ ใช้เพื่อเปิดตัวสินค้าใหม่ ให้เกิดการรับรู้ สนใจ และจดจำในสินค้าถึงแม้จะมีราคาสูงแต่ก็ยังรู้สึกคุ้มค่าและมีเหตุผลเพียงพอสำหรับการลงทุน ยกตัวอย่างกรณีของ Nissan Juke  และ Yamaha Tricity แล้วในมุมของธุรกิจขนาดเล็ก หรือ SME ล่ะ แน่นอน เงินทุนขนาดนั้นไม่สามารถขอเปิด LINE Official account ได้ หรือหากมีเงินก็ใช่ว่า LINE จะพิจารณาเปิด Official account ให้ทุกรายครับ เข้าใจว่า LINE เองยังมีการพิจารณาความเหมาะสมของ Official account อยู่ในขณะนี้  แต่กระนั้น ก็ใช่ว่า ธุรกิจขนาดเล็ก ไม่สามารถใช้ LINE เพื่อการตลาดได้  ซึ่งจริงๆแล้ว มันก็ใช่ครับ ผมมองว่า LINE  นั้นเป็นแค่ Tools ชนิดหนึ่งของ การทำ Digital marketing integration สำหรับธุรกิจ SME LINE ช่วย SME อย่างไรบ้าง  ด้วย feature ที่ LINE application มีอยู่มากมายที่ช่วยให้เราทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น อย่างเช่น CHAT  =  คุณสามารถใช้ LINE เพื่อสื่อสารกับลูกค้า ส่งภาพสินค้า ถ่ายรูปส่งหากันได้ทันที ผมเชื่อว่าทุกคนทำกันอยู่แล้ว แต่ที่แน่ๆคือตอนนี้ คนที่ทำเว็บไซต์ ไม่มีใครวิ่งหา Online Chat ที่อยู่บนเว็บไซต์กันเลย เพราะด้วยยุค Mobile commerce ทั้งคุณและลูกค้า อยู่บน Mobile Platform กันหมด ดังนั้น Online Chat บนเว็บจึงไม่มี ความจำเป็นอีกต่อไป ถึงมีแล้วก็ไม่มีใครใช้อยู่ดี  LINE จึงตอบโจทย์ข้อนี้ได้ ในยุค Mobile commerce Voice และ Video Call  ในบางกรณี ความสำคัญของบริการหลังการขายเมื่อลูกค้ามีปัญหาภาพถ่ายไม่สามารถสื่อสารกันได้เข้าใจทั้งหมด Video call จึงเป็นอีก 1 feature ที่ช่วยให้คุณเห็นว่าลูกค้าคุณกำลังใช้งานแล้วเกิดปัญหาอะไร อันนี้เหมาะมากกับสินค้าที่ต้องมีความเข้าใจในการใช้งาน เช่นอุปกรณ์ Electronic เป็นต้น LINE Call โทรศัพท์ผ่าน LINE Call  สำหรับการติดต่อธุรกิจทางไกล เช่นโทรเข้าเบอร์ Landline  หรือ เบอร์บ้าน ด้วยค่าบริการราคาที่ถูกมาก เพราะเป็นการโทรผ่าน VOIP  เหมือน skype นั่นแหละครับ  โดยมี Package แบบผ่านบัตรเครดิต หรือ ซื้อ เครดิต ผ่าน LINE Store และยังรองรับหลายประเทศมากๆ ทั้งในกลุ่ม AEC , จีน , อเมริกา , ยุโรป  ที่เราหลายๆคนติดต่อธุรกิจเป็นประจำ แบบนี้ พ่อค้าแม่ค้าที่รับ Pre Order สินค้าสบายแล้ว ราคาค่าบริการ LINE Call Time Line  LINE ปรับตัวเป็น Mobile Social  network มากขึ้น หลังจากเปิดตัว Timeline ขึ้นมา ซึ่งไม่ต่างอะไรจาก Facebook และ Instagram  เลย แต่ซึ่ง SME สามารถใช้ความสามารถและความคุ้นเคยของตัวเองที่เคยขายของบน social network ของตัวเอง ซึ่งส่วนมากกลุ่ม Contact ของเรานอกจากจะเป็นเพื่อนแล้ว ก็ยังมีผู้ที่เราติดต่อหรือทำธุรกิจอยู่ในนั้นด้วย การนำเสนอสินค้า หรือ บริการ หรือ Promotion ใหม่ๆก็จะทำให้ผู้คนที่อยู่ใน Contact ของเรา รับทราบไปด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งเท่าที่เข้าใจคือ ณ. ตอนนี้ LINE ยังไม่มี algorithm โหดๆเหมือน Facebook ที่ทำให้ผู้ติดตามเรามองเห็น Post แค่ 1 %   ดังนั้น เมื่อเราโพสต์ไปโอกาสในการไปปรากฏยังมีมากกว่า  แต่การแค่ Post รูปภาพ หรือ Link Video จาก  Youtube นั้น อาจจะยังไม่ปิดการขายที่ดีเท่าไร  สิ่งที่เราควรทำต่อคือ การสร้าง Digital Integration  ระหว่าง  LINE และ Website  คือการ Post รูปหรือ Status update  พร้อม ลิ้งค์  กลับมาที่เว็บไซต์เรา เพื่อให้ลูกค้าเห็นข้อมูลแบบเต็มๆ หรือ สามารถสั่งซื้อสินค้าระบบตะกร้าเพื่อปิดการขายได้ทันที ประเด็นสำคัญที่ต้องทำให้ได้ก็คือ  1. เว็บไซต์ E-Commerce ของคุณต้องรองรับ Mobile commerce คือการใช้งานบน Mobile Device smartphone หรือ Tablet ได้ 2. ต้องใช้ Short URL เพื่อวัดผล  อย่างการใช้  www.bitly.com  เพื่อย่อ url ยาว ซึ่งนอกจากจะวัดผลได้ว่ามีคน Click แค่ไหน แล้วยังทำให้ข้อความสวยงาม ดูเป็นมืออาชีพมากขึ้นด้วย 3. Call to action  เขียนคำโปรยข้อความให้น่าสนใจ และ อย่าลืม Call to action บางอย่างเช่น Click เลย โทรมาสอบถาม , โทรเลย  เป็นต้น เพื่อให้ลูกค้าคุณ เกิดความเข้าใจว่าถ้าสนใจแล้วควรทำอย่างไรต่อ LINE...

Read More
Anatomy of BKK 1st time โดนคนไทยด่าครั้งแรก ทำไมจึงดัง
Apr10

Anatomy of BKK 1st time โดนคนไทยด่าครั้งแรก ทำไมจึงดัง

ผมเชื่อว่า ณ. เวลานี้ น้อยคนที่ยังไม่ได้ดูคลิป  "โดยคนไทยด่าครั้งแรก"  คลิปที่เปิดตัว Series short film BKK 1st Time  ผมก็ยังเชื่อว่าหลายคนก็ยังไม่รู้ว่านี่คือแผนของการ Promote หนังสือ เล่มหนึ่งอย่างแยบคาย ของคุณ ธนชาติ ศิริภัทราชัย ที่ชื่อ Newyork 1st Time   ด้วยเทคนิคการนำเสนอ และเล่าเรื่องด้วย Content ที่คนไทยเข้าใจง่าย และมีจุด Wow คือฝรั่ง Newyorker ชาวอเมริกัน ที่มี Character สนุกสนานดำเนินเรื่อง จึงทำให้เรารู้สึกสนุกไปกับ VDO Clip Project ชิ้นนี้ Anatomy ของ Viral Content  ที่คนอยากแชร์  มีอะไรบ้าง 1  ตลก ตกเก้าอี้   เอาง่ายๆ คือ ตลกแบบโดนใจสุดๆ 2 แปลก ชวนประหลาดใจ ,ตื่นเต้น หวาดเสียว 3. ลึกซึ้งถึงอารมณ์ส่วนลึกๆ เช่น ชวนประทับใจ , สลดใจ , ซึ้ง เป็นต้น 4. Content ที่ชวนตระหนัก ให้เราหยุดคิด ว่า จริง(เหรอวะ)  ,อ๋ออย่างนี้นี่เอง 5. Sexy  ที่ไม่ใช่โป๊ โจ่งครึ้ม 6. ดราม่า กอสซิป  คอนเท้นต์แบบนี้ ค่อนข้างเสี่ยงที่จะทำแต่คน อยากแชร์ 7. น่ารัก ทำให้ยิ้มได้ 8. มีประโยชน์ เช่น DIY. Tips . How to เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยของการที่ผู้ชม อยากที่จะแชร์ แต่สิ่งที่น่าสนใจของ ไวรัล คอนเท้นต์ มาร์เก็ตติ้ง  เหล่านี้คือ การเล่าเรื่อง (Story telling) และ คุณภาพของงาน production  สำหรับงานของ BKK 1st Time นี้ องค์ประกอบสำคัญการเป็น  Viral คือ  Story telling   ความสนุกของเนื้อหา และความรู้สึกถึงเป็นเรื่อง ใกล้ตัว Wow factor ของ Bkk 1st Time  1. ตัวละครดำเนินเรื่อง คุณลุงฝรั่ง  เนลสัน ฮาวอ์   ถ้าการโปรโมทหนังสือครั้งนี้ ใช้ คนไทยมาเล่าเรื่องเมืองฝรั่ง คงไม่ Wow เท่าไร เพราะความรู้สึกว่า ตัวละคร คือคนไทย ที่ใครๆ ก็เอามานั่งคุยได้  และต้องชมการแสดงที่ดูธรรมชาติมากๆ จนอาจจะรู้สึกได้ว่านี่คือการแสดง  นี่คือเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ 2.  Story  เนื้อหาเล่าถึงชีวิต เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองไทย โดยฝรั่ง ที่เนื้อหาใกล้ชิดกับสิ่งที่คนไทยคุ้นเคยก็คือ การเล่นล้อชื่อพ่อแม่ที่ เด็กๆชอบเล่นกันทั้งนั้น แน่นอน มาอยู่คู่กับเด็กไทยมาช้านาน มันทำให้เราหวนระลึกถึงความหลัง อารมณ์เดียวกับหนังเรื่องแฟนฉัน ที่เอาชีวิตสมัยเรียน มาเล่า ให้เรารุ้สึกใกล้ชิดและคิดถึง ว่าเออใช่ว่ะ แบบนี้เลย กรูก็เป็น คำด่าภาษาไทย ที่เราคุ้นเคย มันดูน่ารักและตลก ขึ้นทันทีที่เรา ได้ยิน เพราะนี่คือ ฝรั่งเป็นคนด่า มันจึงเกิด Wow factor ของความตลกและ ฉงน ว่าฝรั่งรู้จักคำด่าพวกนี้ด้วยเหรอ   ซึ่งแน่นอน ถ้าเป็นคนไทยมาพูดแบบนี้ เราจะรู้สึกคนละขั้วกันเลยทีเดียว เล่นกับความตลกที่เราเองก็ไม่เข้าใจ ว่าเออ จะทำไปเพื่ออะไร อย่าง #เช็ดเป็ด ปกติเราจะกลัวโดนโยนให้เป็ดกินซะมากกว่า  #เช็ดเหรี้ย  เหรี้ยแล้วยังจะไปเช็ดมันอีก  #เช็ดครก ซึ่งมันน่าแปลกใจเหมือนกัน ว่ามันจะเช็ดไปทำไม ไม่กลัวแสบพริกเหรอ  ซึ่งคำพูดเล่นๆพวกนี้ หลายๆคนคุ้นหูกันดี ตั้งแต่สมัยเรียน และยังหาคำตอบไม่ได้ ว่า จะเช็ดไปเพื่อ?   3. Timing   การใช้เวลาในเนื้อหาสั้นๆ ไม่เกิน 5 นาที ช่วยให้เกิด การอยากที่จะแชร์ และ ติดตามได้ดีกว่า Clip แบบยาว ทั้งในเรื่องของเนื้อหาที่ กระชับ จบในตอนเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว อยากที่จะติดตามตอนต่อ รวมถึง ระยะเวลาในการ Load content เพื่อรับชมด้วย เกิดขึ้นได้ง่าย  ดังนั้นถ้าจะทำ Viral Clip ไม่ต้องยาวจะดีกว่า 4. Parody  drive more virality  การถูกทำคลิปล้อเลียน หรือ Parody clip นั้น ช่วยให้เกิด Viral ทางอ้อม เพราะส่วนมากคนอยากกลับมาดู Origial Content มาเป็นอย่างไร ซึ่ง BKK 1st Time นี้ ก็ไม่รอดเพียงไม่กี่วันถูกมือดังอย่างทีมงาน เสือร้องไห้ เจ้าพ่อ Parody Clip เมืองไทยจับไป ทำ Clip ที่เรียกเสียงฮาได้ ไม่แพ้กัน และยังมีอีกหลายคน พยายามทำ Parody Clip แต่ก็ออกแนวแป๊ก ซะเยอะ     Organics Viral Content ของ Bkk 1st Time ส่วนตัวผมชื่นชมไอเดียการวาง Story เล่าเรื่องราวและขมวดกลับไปโยงเนื้อหาของหนังสืออย่างแยบคายในตอนท้ายของคลิป ซึ่งเทปนี้ดูแล้ว เราไม่ได้รู้สึกถึงการยัดเยียดความตลก และ ยัดเยียดการขายของ  ดูแล้วยิ้มได้และอยากที่จะแชร์ให้คนอื่นรับรู้ไปด้วย แน่นอน ถึงเวลานี้ มีแฟนคลับ รอติดตามชมคลิปต่อๆไปแน่นอน ถึงแม้ว่าเค้าจะไม่ได้เป็นแฟนคลับที่ตามไปซื้อหนังสือเล่มนี้ก็ตาม    ...

Read More