ทำไม Content Marketing  จึงสำคัญในการตลาดดิจิตัล
Apr22

ทำไม Content Marketing จึงสำคัญในการตลาดดิจิตัล

ใน Traditional marketing ใครยึดหน้าสื่อ ยึดเวลาบนทีวีได้นั้นคือผู้ครองอำนาจ แต่ในมุมของ Digital marketing ใครยึดพื้นที่บน Google ได้นั้นคือผู้ครองอำนาจบน ออนไลน์  แต่ใครที่สามารถครองและยึดพื้นที่ได้ทั้งบน Offline และ  Online นั้นคือผู้ชนะอย่างแท้จริง นี่คือการตลาดแบบผสมผสาน ที่ Content marketing  จะช่วยเชื่อมโยง และ ต่อยอด ของ Campaign marketing ระหว่าง Online และ Offline เข้าด้วยกัน ด้วยพฤติกรรม ของ Prosumers  หรือผู้บริโภคยุคใหม่ที่หาข้อมูลเชิงรุกมากขึ้น การเข้าถึงข้อมูลของสิ่งที่กำลังสนใจ กำลังต้องการ โดยการค้นหาบน Internet  และแน่นอนที่แรกที่จะเข้าไปนั่นคือ Google ผมเชื่อว่าคนไทยยังไม่ค้นหาตรงๆจากใน Pantip  หรือ Facebook สักเท่าไร   นี่คือสิ่งที่ Google พยายามให้ทุกคนพยายามใส่ใจกับ ZMOT หรือ  Zero Moment Of  Truth  หรือ จุดที่ผู้บริโภคกำลังจะตัดสินใจว่าจะเข้าไปทดลอง หรือเข้าไปที่จุดขาย เพื่อมีประสบการณ์ ทดลองกับสินค้า หรือ แบรนด์นั้นๆ หรือไม่  ดังนั้น Content Marketing  จึงตอบโจทย์ของการทำ ZMOT นี่เอง     อะไร คือสิ่งที่ลูกค้าค้นหา ?  พฤติกรรมของลูกค้า ไม่ได้หาแต่บทความ การทำ Content marketing ควรครอบคลุมทุกองศา ดักทาง ดักความต้องการ ของลูกค้า  ไม่ว่าจะเป็น บทความวิชาการ , Blog content , รูปภาพ , Video รีวิว , กระทู้  , Q&A   ซึ่งแต่ละเครื่องมือมีหน้าที่ของมัน แต่จุดเด่นที่ต่างการ   อย่างเช่น บทความวิชาการ เป็นเรื่องข้อมูลข้อเท็จจริง เป็น Fact ที่สร้างความน่าเชื่อถือ อาจจะอยู่บทเว็บไซต์ของเราเอง หรือ Wiki ได้เช่นกัน Blog post  เป็น  Influences เพิ่มความรู้สึกในการตัดสินใจอยากใช้ อยากลองสินค้า Video review  ช่วยในความเข้าใจ ในสิ่งที่ซับซ้อน และ กระตุ้น ความรู้สึกได้มากเพราะได้เห็นวิธีการ และ การใช้งานจริงของสินค้า กระทู้ เป็น เสียงจากลูกค้าด้วยกันเอง จึงทำให้ลูกค้ารู้สึกสบายใจที่จะเข้ามาแลกเปลี่ยนข้อเท็จจริงกับผู้ใช้งานด้วยกัน Q&A  อย่าง guru.google , Yahoo answer , Quara  แต่จุดที่สำคัญคือ Targeting Keywords  ทุกๆ Content Network ที่แบรนด์ สร้างขึ้นมานั้นจะต้องมีองค์ประกอป ของ คีเวิร์ด  หรือ คำค้นหาหลักๆ ที่แบรนด์ หรือ สินค้านั้นๆจะกำหนดขึ้น มา  เพราะไม่ว่า ลูกค้าจะ Search แบบไหน ก็พบเนื้อหา ที่คุณสร้างขึ้นมาดัก แทบทั้งนั้น เทคนิคการสร้าง Keywords  ค้นหา  ผมและคุณอาจจะไม่ใช่เทพด้าน SEO  แต่เราเป็น Prosumers  นักการตลาดที่ดี ต้องคิดแบบลูกค้า หรือ ตำรวจที่เก่ง ก็ต้องคิดแบบโจร  อย่างไรอย่างนั้น กันทีเดียว  แล้วลูกค้าคิดอย่างไร ง่ายสุดคือ มองตัวเอง เวลาคุณต้องการซื้ออะไรสักชิ้นนึง คุณกำลังหาข้อมูลแบบไหน  Keywords  แบบ Branding  ตรงๆ ส่วนใหญ่ ไม่ค่อยต่าง คนค้นหาชื่อ Brands ยังไงก็เจออยู่แล้ว  แต่อาจจะลองคิดถึง คีเวิร์ด ที่เชื่อมโยง เกี่ยวเนื่องกัน เช่น Promotion , ราคา , ปัญหาของคนที่ใช้ สินค้านั้นๆ , ประโยชน์ของสินค้า หรือ ส่วนประกอบของสินค้า นั้นๆ เป็นต้น เพื่อเป็นการดักทางของ คนที่กำลังค้นหา มากกว่า ชื่อ Brand  การทำ SEO  Content  ผมไม่นิยมการดักชื่อคู่แข่ง ซะเท่าไร แต่ก็สามารถทำได้ ถ้าคิดว่าของเรามีจุดดี ที่แตกต่าง และ เหนือการคู่แข่ง ก็เป็นการชี้นำความสนใจ Offline and Online Integration การสร้าง Campaign แบบผสมผสาน คือเป้าหมายสำคัญของการทำการตลาดสำหรับ brand  เนื่องด้วยสื่อ Traditional นั้น มีราคาแพง , มีพื้นที่จำกัด และหากพยายามยัดเยียด ข้อมูลลงไปมากๆ ความสวยงามก็ไม่บังเกิด ดังนั้นการออกแบบสื่อ ควรมี Keyword ให้คนที่ดูสามารถไปค้นหาข้อมูลต่อได้  ส่วนตัวผมยังเชื่อว่าการพยายาม Promote Keywords ให้ชัดเจนยังน่าจะได้ผลดีมากกว่าการใช้ QR Code เพื่อให้เกิด การ Conversion ไปที่ content เป้าหมายของเราบนออนไลน์เสียอีก อย่าลืมว่าลูกค้ายุคใหม่ใช้ Mobile ในการเข้าถึง Content อยู่แล้ว  ดังนั้น อย่าลืมดูว่า Content ของเรา ออกแบบมาให้รองรับ Mobile search ด้วยหรือไม่ เมื่อคุณพยายามออกแบบคำค้นหาและ Promote keyword นั้นแล้ว จงมั่นใจว่า คุณสร้าง Content และ Promote Content นั้นมากพอที่จะรองรับผล Search  มีคำกล่าวไว้ว่า ชะตาชีวิตของ Brand ถูกตัดสินที่ หน้าแรก Google  ถ้าไม่ติดก็จบเห่ แต่อันดับที่มีผลที่ดีคือ 1-5  นะครับ ต้องพยายามทำให้ได้ บังเอิญว่าผม ได้เห็น Ads ตัวนึงบน BTS  ซึ่งสะดุดตา ในความขาวววววว ของน้องใหม่ ดาวิกา  จนแทบจะลืมสนใจไปเลยว่าคือสินค้าอะไร แต่มาสะดุดตอนท้าย ที่มี Keyword คำนึงว่า ไลโคปีน   ชื่อ มันสะดุดหู และ ภาพที่ ชี้นำให้เราเข้าไปค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม  จึงเข้าใจว่า คำนี้แหละ คือ Keyword ที่สินค้านี้ พยายามเน้น   จึงพยายาม search คีเวิร์ดนี้ แต่สิ่งที่เจอ คือ ไม่เจอ Content  ของ Brand นี้เลย กลายเป็นเจอ Content ที่ขายสินค้าที่มีส่วนผสมของ ไลโคปีน  ยี่ห้ออื่น เต็มไปหมด     ทั้งบน Mobile และ Desktop search  ก็ให้ผลแบบเดียวกัน   ดังนั้น ลงโฆษณา และ Promote  keyword แบบนี้ ถือว่าช่วย โฆษณา  keyword ให้คู่แข่งทางอ้อม ไปเลยทีเดียว   แปลได้ว่า  Brand ต้องสร้าง Content network เพื่อรองรับ ผล Search ของ promote keyword ให้มากกว่านี้ และ พยายามดัน ให้ติด Search ranking ให้ได้ด้วย การยึดพื้นที่บน Google ด้วยการสร้าง Content network ขึ้นมารองรับ การค้นหา และ Keyword ที่โปรโมท จึงเป็นสิ่งที่ Brand ต้องให้ความสำคัญ Content Marketing  ในการทำ Digital marketing...

Read More
6 ขั้นตอนจัดการกับ ZMOT ให้อยู่หมัด
Dec27

6 ขั้นตอนจัดการกับ ZMOT ให้อยู่หมัด

นักการตลาดรู้จักคำว่า First moment of truth กันมาตั้งแต่ ปี 2548 จาก P&G ที่นิยาม ถึงจุดที่ลูกค้าไปถึงที่หน้าร้าน หรือหน้าชั้นแสดงสิ้นค้าแล้วตัดสินใจจะซื้อ สินค้าชิ้นใดชิ้นหนึ่ง จากการมีปฏิสัมพันธ์ กับสินค้านั้นๆ  แต่ไม่นานมานี้ Think with google  ได้ให้นิยามใหม่ขึ้นมาให้นักการตลาดได้ตระหนักถึง จุดก่อนที่ลูกค้าจะตัดสินใจเดินไปที่หน้าร้านเพื่อมีฏิสัมพันธ์ของสินค้า ซึ่งนิยามนี้ Google เรียกว่า ZMOT หรือ Zero Moment Of Truth  การเข้าสู่ยุค SOLOMO  ทำให้ลูกค้าของคุณ เก่งขึ้น ฉลาดมากขึ้น และแน่นอนลูกค้าของคุณไม่ยอมที่จะหลงเชื่อ หลงไหล คำโฆษณา สวยหรู ของแบรนด์ อีกต่อไป      หากเรามาพิจารณาวงจรของการตัดสินใจซื้อสินค้าหรือ Customer journey ของลูกค้ายุคใหม่ ไม่ใช่แค่เห็น โฆษณา แล้วรีบเดินไปที่ร้านค้าเพื่อซื้อสินค้าทันทีเหมือนแต่ก่อนซะที่ไหน  ถ้าเราสังเกตุดีๆ เชื่อว่าตัวเราเองก็เป็นกันแทบทั้งนั้น  เวลาต้องการอะไรสักชิ้นนึง  คุณก็ต้องเข้า Search หาข้อมูลสินค้าก่อนเสมอ คุณไม่ได้อยากดูโฆษณาหรือข้อมูลจากเว็บไซต์ สิ่งที่พวกเราต้องการก็คือ ข้อมูลสินค้าพวก รีวิว เปรียบเทียบ เนื้อหา คอนเทนต์แทบจะทุกแบบ ทั้ง Blog ทั้ง VDO  ซึ่งข้อมูลพวกนี้เองที่มีน้ำหนักอย่างมากกับการตัดสินใจของเรา ว่าจะเดินไปที่ร้านหรือชั้นขายสินค้าชิ้นนั้นไหม  จุดนี้อาจจะเป็นทั้งจุดที่กระตุ้นให้ขายสินค้าได้ หรือ อาจจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนขั้นวิกฤติให้กับแบรนด์ได้ทันทีเช่นกัน ทีนี้คุณเข้าใจพลังของ ZMOT  รึยัง ZMOT มาจากไหน    หาก FMOT คือการที่ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับสินค้าก่อนที่จะตัดสินใจซื้อแล้ว SMOT หรือ Second Moment Of Truth   ก็คือ จุดที่ลูกค้าซื้อสินค้าไปแล้ว เกิดประสบการณ์กับสินค้าไปแล้ว อย่างที่จะบอกต่อ ซึ่งอาจจะมีทั้งประสบการณ์ที่ดีและไม่ดี ที่อยากบอกต่อ ยิ่งปัจจุบัน ช่องทางที่เป็นกระบอกเสียงของลูกค้ามีอยู่อย่างมากมายบนสื่อออนไลน์ ทั้ง Blog , Facebook ,Twitter, กระทู้เว็บบอร์ด ตาม Community ต่างๆ , เว็บรีวิวสินค้า  Content เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่นำพาไปสู่ ZMOT ทั้งสิ้น   สิ่งที่แบรนด์ต้องเข้าใจ   50 % ของลูกค้า หาข้อมูลสินค้าผ่าน search engine 38 % ของลูกค้า เปรียบเทียบสินค้า online 31 %  อ่านและติดตามรีวิว และ คอมเม้นต์ ต่างๆออนไลน์     แบรนด์ต้องพึงระวังพลังของผู้บริโภคที่ปัจจุบันมีปากเสียงมีช่องทางในการสร้างพลังมวลชนให้ทั้งรักและต่อต้านแบรนด์ได้ขณะเดียวกัน ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่จะกระตุ้นให้แบรนด์ต้องปรับตัว  ในฐานะแบรนด์ ก็ต้องปรับตัวตั้งแต่ คุณภาพของสินค้า , การให้บริการหลังการขาย , ธรรมาภิบาล ในการทำธุรกิจ จนถึงการสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาวกับลูกค้า ถึงแม้สินค้าคุณจะดีแค่ไหนแต่ องค์ประกอบทั้งหลายเหล่านี้เสมือนเป็นห่วงโซ่ของระบบนิเวศทางธุรกิจ ที่จะขาดไปไม่ได้เลย   6 วิธีที่ธุรกิจจะจัดการกับ ZMOT Put someone in charge  หาใครสักคนมารับผิดชอบ เพราะถ้าไม่มีใครสักคนดูแลจริงๆก็จะมีแต่คนละเลย หาให้เจอว่า ZMOT ของธุรกิจคุณฝังอยู่ที่ไหนบ้าง  ค้นหาครับว่าลูกค้าค้นหาสินค้าคุณอย่างไร  ,เว็บไซต์ไหนที่เค้าเข้ามาหา , ใครคือคนที่เค้าเหล่านั้นเชื่อถือ หรือ influencer นั่นเอง หมั่นตรวจสอบชุมชนของคุณ หลายๆธุรกิจ  ZMOT ถือว่าเป็นจุดที่สำคัญอย่างมาก ยกตัวอย่าง สินค้าอิเล็คทรอนิค ,โทรศัพท์มือถือ ,รถยนต์ , สินค้าเพื่อความงามต่างๆ ,จนถึงร้านอาหาร ,ที่พัก  เหล่านี้เราจะสังเกตุได้ว่า เป็นสินค้าที่มักจะมีรีวิวออกมาเรื่อยๆจาก กลุ่มผู้ใช้งาน จริงๆ ทั้งเว็บของกลุ่ม หรือ Community page และ Group  บน Facebook   นักการตลาดที่ดูแล แบรนด์ ควรจะเข้าไปฝังตัว สอดส่องดูความคิดเห็นต่างๆ ซึ่งเหล่านี้มันคือสิ่งที่ลุกค้าคุณเกิดประสบการณ์กับแบรนด์แล้วนำมาถ่ายทอด  แชร์ข้อมูลกันในชุมชน  บ่อยครั้งที่เราได้กินมาม่า เอ้ย ดราม่าของสินค้าโดยเฉพาะกับสินค้าที่มีแฟนคลับ สนับสนุน แน่นอนมันมีทั้งรักทั้งชังในเวลาเดียวกัน  หากคุณได้เข้าไปตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้น ช่วยแก้ปัญหาให้ตรงจุด และ จริงใจ คุณจะได้แฟนคลับ กลับมาซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน แต่หากสิ่งที่คุณเข้าไปจัดการไม่เป็นธรรมกับลูกค้าหรือไม่แสดงความจริงใจในการแก้ปัญหา รับรองนอกจากคุณจะเสียแฟนคลับเดิมไปและ ยังได้แถมศัตรูเพิ่มอีกเท่าตัว จัดการอย่างรวดเร็ว ลูกค้าไม่ชอบการรอคอย บางครั้งธุรกิจต้องมี Process ในการแก้ไข แต่ต้องพยายามหา Short cut ให้ลูกค้าเสมอ รู้จักใช้เครื่องมือ  Brand monitoring  มีทั้งฟรีและเสียเงินครับ ถ้าแบบเริ่มต้นแนะนำลอง ใช้ Google alert หรือ Social mention (http://socialmention.com)  หรือ Topsy (http://topsy.com/)  พวกนี้ฟรีและดี  เริ่มเสียแต่วันนี้ อย่ากลัวในการเริ่มต้น ลงมือทำ   ZMOT เป็นได้ทั้งผู้สร้างและผู้ทำลาย ที่นักการตลาดของแบรนด์ต้องเข้าใจการเดินตามกระแสและพลิกจุดเปลี่ยน จุดวิกฤติ ให้เป็นโอกาสในการนำนำไปสู่ FMOT ให้ได้ มิฉนั้น คุณก็จะไม่สามารถขายอะไรและเข้าถึงหัวใจลูกค้าได้อีกเลย บทความนี้ลงใน คอลั่ม  ทำเงินบนโลกไอที ด้วย ติดตามอ่านกันได้...

Read More